ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ….

บันทึกหลักการและเหตุผล

ประกอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ
พ.ศ. ….


หลักการ

ให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ

เหตุผล

รัฐธรรมนูญโดยที่มาตรา ..  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้มี
การปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ โดยกำหนดกลไกที่จำเป็นในการปฏิรูปเพื่อให้มีความเป็นเอกภาพ
มีประสิทธิภาพ ต่อเนื่อง  ยั่งยืน และเกิดประโยชน์แก่ประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง
ดังนั้น เพื่อให้การปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ มีแนวทางที่ชัดเจน มีผู้รับผิดชอบ และมีการดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด  จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติประกอบนี้

ร่าง

พระราชบัญญัติ

ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ

พ.ศ. ….

……………………..

……………………..

……………………..

        ……………………………………………………………………………………………………………………

………………………………

                โดยที่เป็นการสมควรมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ

        ……………………………………………………………………………………………………………………

………………………………

                มาตรา ๑  พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ….”

                มาตรา ๒  พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจาก
วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

                มาตรา ๓  ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้

                “คณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ” หมายความว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ….

               “คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ” หมายความว่า คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ….

               มาตรา ๔  ให้นายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและ
การปรองดองแห่งชาติรักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้

ลักษณะ ๑

ข้อความเบื้องต้น


               มาตรา ๕  บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ก่อให้เกิดความรับผิดชอบแก่คณะรัฐมนตรี คณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติและหน่วยงานของรัฐที่ต้องจัดให้มีการปฏิรูปตามแนวทางและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้

               มาตรา ๖  การปฏิรูปประเทศที่ต้องจัดให้มีการดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้อย่างน้อยต้องประกอบด้วยการปฏิรูปด้านต่างๆ ตามที่กำหนดไวในลักษณะ ๒ แต่หากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติเห็นสมควรให้มีการปฏิรูปในด้านอื่นอีก ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบและตราเป็นพระราชกฤษฎีกาต่อไป

               มาตรา ๗  ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามที่กำหนดในมาตรา ๖ และลักษณะ ๒ รวมทั้งนำแผนและขั้นตอนการออกกฎหมายและการปฏิบัติเพื่อให้เกิดการปฏิรูปของสภาปฏิรูปแห่งชาติตลอดจนแผนงานและยุทธศาสตร์การปฏิรูปของทุกภาคส่วนมาบูรณาการเพื่อให้สามารถลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมได้อย่างแท้จริงและต่อเนื่องเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและ
การปรองดองแห่งชาติจะกำหนดให้มีคณะกรรมการหรือกลไกใดๆ เพื่อทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติก็ได้

               มาตรา ๘  เมื่อครบกำหนดห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติพิจารณาทบทวนว่าสมควรยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้

ลักษณะ ๒

การปฏิรูปประเทศ


หมวด ๑

การเมืองการปกครองและกระบวนการยุติธรรม


ส่วนที่ ๑

การปฏิรูปด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม


               มาตรา ๙  ให้มีการปฏิรูปด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้มีกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพตามแนวทางดังต่อไปนี้

              (๑) ปฏิรูปกระบวนการร่างกฎหมายให้กฎหมายมีความชัดเจน ทันสมัย ไม่ซ้ำซ้อนไม่สร้างภาระแก่ประชาชนโดยไม่จำเป็น มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการสร้างเสริมความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม และการสร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล และเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกฎหมายและกฎได้โดยง่าย ให้มีการตรากฎหมายว่าด้วยการจัดทำประมวลกฎหมายเพื่อรวบรวมและปรับปรุงกฎหมายและกฎในเรื่องต่างๆ ไว้อย่างครบถ้วนและทันสมัยขึ้นเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป รวมทั้งจัดทำกฎหมายให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ

             (๒) ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในเรื่ององค์ประกอบ อำนาจหน้าที่ กระบวนการในการพิจารณาร่างกฎหมาย และการนำเสนอความเห็นและร่างกฎหมายต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา รวมทั้งการอื่นที่จำเป็น

             (๓) ปรับปรุงหรือตรากฎหมายโดยกำหนดมาตรการบังคับทางกฎหมายให้เหมาะสมและได้สัดส่วนกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและคำนึงถึงการใช้มาตรการจูงใจมากกว่ามาตรการลงโทษ กำหนดเรื่องการออกใบอนุญาตที่มีลักษณะเป็นการผูกขาด ให้สัมปทาน หรือให้สิทธิในการประกอบกิจการ โดยให้ใช้วิธีประมูลโดยเปิดเผยเป็นหลัก เว้นแต่มีความจำเป็น คณะรัฐมนตรีอาจมีมติให้ดำเนินการด้วยวิธีอื่นได้โดยต้องประกาศเหตุผลให้ทราบเป็นการทั่วไป ใบอนุญาตใดที่ไม่ได้มีการดำเนินการตามที่ได้รับอนุญาตไว้แล้วโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้ถือว่าใบอนุญาตนั้นเป็นอันสิ้นสุดลง และให้หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจออกใบอนุญาตมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ความจำเป็นของการมีใบอนุญาตนั้นต่อรัฐสภาทุกห้าปี

            (๔) กำหนดมาตรการต่าง ๆ เกี่ยวกับการส่งเสริม จูงใจ ตรวจสอบ และติดตามการบังคับใช้กฎหมาย เผยแพร่ความรู้เรื่องกฎหมาย จัดทำคำอธิบายเจตนารมณ์ของกฎหมายและคู่มือสำหรับประชาชนในการปฏิบัติตามกฎหมาย กำหนดกลไกและมาตรการการจัดการศึกษาอบรมเพื่อปลูกฝังให้ประชาชนมีค่านิยมและวัฒนธรรมในการเคารพกฎหมาย ยกย่องผู้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ตรงไปตรงมา และลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งละเลยไม่บังคับใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิผลอย่างจริงจัง

            (๕) เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ของตนตามกฎหมายและผู้มีรายได้น้อยและผู้ด้อยโอกาสได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายและคดี ให้ตรากฎหมายว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและคดี โดยบูรณาการการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีหน่วยงานที่ให้คำแนะนำทางกฎหมายที่จำเป็นแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง จัดหาทนายความที่มีความสามารถทางคดีอย่างแท้จริงเพื่อดำเนินคดีทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง ให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและผู้ด้อยโอกาส ผู้พิพากษาหรือตุลาการมีบทบาทเชิงรุกในการค้นหาข้อเท็จจริงของคดี รวมทั้งจัดตั้งกองทุนให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและคดีขึ้นเพื่อการดังกล่าว โดยสนับสนุน
ให้ประชาชนและองค์กรวิชาชีพมีส่วนร่วมในการดำเนินการดังกล่าวด้วย รวมทั้งให้พนักงานอัยการมีอำนาจดำเนินคดีแพ่งที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะตามที่พนักงานอัยการเห็นสมควร

            (๖) ปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยกระบวนการยุติธรรมทางเลือก กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ รวมทั้งการระงับข้อพิพาทระหว่างประชาชนโดยกระบวนการยุติธรรมชุมชนหรือการประนีประนอมข้อพิพาทระดับชุมชน โดยให้มีการบูรณาการเกี่ยวกับกลไกและกระบวนการในการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว

            (๗) ปฏิรูปองค์กรและกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง โดยปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐาน

            (๘) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมที่มีมาตรฐานเดียวกัน โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว ทั่วถึง มีประสิทธิภาพ เสียค่าใช้จ่ายน้อย และเป็นการประหยัดต่องบประมาณของรัฐให้ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติในเรื่ององค์ประกอบอำนาจหน้าที่ กำหนดนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ และแผนปฏิบัติการ เพื่อผลักดันให้เกิดการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อเกิดความร่วมมือในการประสานงานระหว่างองค์กรในกระบวนการยุติธรรม มีกลไกและมาตรการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามนโยบายแผนยุทธศาสตร์ และแผนปฏิบัติการการบริหารงานยุติธรรม รวมทั้งปฏิรูประบบและกลไกเกี่ยวกับการบริหารงานยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมให้มีการบูรณาการร่วมกัน

            (๙) ปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยโอนภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มิใช่ภารกิจหลักของตำรวจไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ กำหนดมาตรการเพื่อป้องกันการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองในกระบวนการยุติธรรม กำหนดเกณฑ์มาตรฐานการแต่งตั้งหรือย้ายข้าราชการตำรวจให้เป็นไปตามหลักคุณธรรม กระจายอำนาจการบริหารงานตำรวจไปสู่ระดับจังหวัดและสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจการตำรวจ ปรับปรุงระบบงานสอบสวนให้มีความเป็นอิสระ ให้พนักงานสอบสวนมีหน้าที่รวบรวมหลักฐานอย่างจริงจังเพื่อพิสูจน์ความจริง และให้พนักงานอัยการมีอำนาจสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนในคดีอาญาที่สำคัญให้พนักงานของรัฐที่มีฐานะเจ้าพนักงานรับผิดชอบกฎหมายใด มีอำนาจสอบสวนความผิดนั้น ปรับปรุงระบบงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ให้มีความเป็นอิสระและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีระบบบริหารงานบุคคลที่ยึดหลักความรู้ความชำนาญเฉพาะทาง และจัดสรรและกระจายอำนาจการบริหารงบประมาณให้แก่หน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่ให้เพียงพอและสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ให้ตรากฎหมายและจัดให้มีกลไกที่จำเป็นสำหรับการปฏิรูปโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของตำรวจ

            (๑๐) ปฏิรูปการแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยปฏิรูปด้วยนโยบายของรัฐ การบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด และการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับผู้ค้ายาเสพติด รวมทั้งทบทวนบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีบทสันนิษฐานเด็ดขาด

           (๑๑) ให้มีกลไกในการบังคับคดีทางแพ่งที่มีประสิทธิภาพในสังกัดศาลยุติธรรมทำหน้าที่บังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาและคำสั่งของศาลยุติธรรมตามที่กฎหมายบัญญัติและให้มีการปฏิรูปกระบวนการบังคับโทษทางอาญา รวมทั้งให้มีมาตรการและกลไกในการบังคับคดีปกครองที่มีประสิทธิภาพตามคำพิพากษาและคำสั่งของศาลปกครองตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองด้วย

ส่วนที่ ๒

การปฏิรูปด้านการบริหารราชการแผ่นดิน


                มาตรา ๑๐  ให้มีการปฏิรูปด้านการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งบูรณาการภารกิจและบริการสาธารณะของหน่วยงานของรัฐให้มีธรรมาภิบาลและลดความซ้ำซ้อนตามแนวทางดังต่อไปนี้

                (๑) การบริหารราชการแผ่นดินและการจัดสรรงบประมาณต้องดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายและแผนพัฒนาของชาติด้านต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ

                (๒) กำหนดขอบเขตภารกิจอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐในการบริหารราชการแผ่นดิน ในลักษณะกลุ่มภารกิจและกลุ่มจังหวัดให้ชัดเจนและสัมพันธ์กันแบบบูรณาการโดยยึดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและประโยชน์สุขของประชาชนเป็นหลัก

                (๓) สร้างระบบและกลไกในการบริหารราชการแผ่นดินโดยเน้นการให้บริการการให้บริการร่วม และการเชื่อมโยงการบริหารงานภาครัฐผ่านระบบสารสนเทศที่ตั้งอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานเดียวกันและสามารถเชื่อมโยงกันได้

                (๔) ทบทวนภารกิจและบริการสาธารณะที่หน่วยงานของรัฐจัดทำอยู่เพื่อลดและขจัดความซ้ำซ้อนระหว่างกันในลักษณะที่มีความคล่องตัวต่อการเปลี่ยนแปลงและการยุบเลิก ภารกิจและบริการสาธารณะใดที่อาจให้องค์การพัฒนาภาคเอกชน องค์การธุรกิจเอกชน องค์กรบริหารท้องถิ่น หรือภาคส่วนอื่นจัดทำได้โดยมีคุณภาพและมาตรฐานที่ไม่ต่ำกว่าที่จัดทำโดยหน่วยงานของรัฐและมีราคาที่ไม่สูงเกินสมควร หน่วยงานของรัฐต้องยุติการดำเนินการและถ่ายโอนภารกิจและบริการนั้น
ให้องค์การพัฒนาภาคเอกชน องค์การธุรกิจเอกชน องค์กรบริหารท้องถิ่น หรือภาคส่วนอื่นเป็นผู้ดำเนินการ

                (๕) จัดทำงบประมาณตามพื้นที่คู่ขนานกับงบประมาณตามภารกิจ โดยเน้นการเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำและติดตามผลการจัดสรรงบประมาณที่ลงมาสู่พื้นที่มีการเปิดเผยข้อมูลงบประมาณเพื่อความโปร่งใส และเป็นระบบงบประมาณที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์

                (๖) วางระบบ กลไก และเครื่องมือเพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ และปรับวัฒนธรรมการบริหารในพื้นที่ ทั้งระดับจังหวัดและกลุ่มจังหวัดเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                (๗) ให้มีกฎหมายและกลไกเพื่อกำหนดมาตรฐานค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ของบุคลากรภาครัฐทุกประเภทให้เป็นธรรม ไม่เหลื่อมล้ำ สามารถดึงดูดคนดีและคนเก่งเข้าสู่ระบบราชการ

                (๘) ให้มีกลไกและกระบวนการพัฒนาการบริหารราชการแผ่นดินให้มีประสิทธิภาพและธรรมาภิบาล

ส่วนที่ ๓

การปฏิรูปด้านการบริหารท้องถิ่น


                   มาตรา ๑๑  ให้มีการปฏิรูปด้านการบริหารท้องถิ่นเพื่อให้มีการกระจายอำนาจอย่างมีเอกภาพและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรบริหารท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งและต่อเนื่อง ตามแนวทางดังต่อไปนี้

                  (๑) ตรากฎหมายจัดตั้งท้องถิ่นรูปแบบพิเศษและจัดให้มีกลไกที่จำเป็นสำหรับการจัดตั้งองค์กรบริหารท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ และดำเนินการจัดตั้งองค์กรบริหารท้องถิ่นรูปแบบพิเศษขนาดใหญ่เต็มพื้นที่จังหวัดขึ้นในพื้นที่ที่มีความพร้อมและเหมาะสมโดยเร็ว

                  (๒) ให้มีคณะกรรมการส่งเสริมการบริหารท้องถิ่นแห่งชาติ ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และผู้แทนจากส่วนราชการ ผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการส่วนท้องถิ่น ผู้ทรงคุณวุฒิ โดยอย่างน้อยต้องประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง เพื่อเป็นศูนย์กลางบริหารและสนับสนุนกิจการท้องถิ่นของชาติให้มีประสิทธิภาพและคุณภาพสูง โดยให้มีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการบริหารท้องถิ่นแห่งชาติรับผิดชอบงานธุรการและปฏิบัติหน้าที่อื่นที่จำเป็น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                  (๓) ให้มีกฎหมายว่าด้วยแผนการกระจายอำนาจและแผนพัฒนาบริการท้องถิ่นโดยดำเนินการจำแนกภารกิจที่ต้องดำเนินการในพื้นที่ท้องถิ่น และภารกิจที่ต้องถ่ายโอนให้องค์กรบริหารท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการแทนให้ชัดเจน รวมทั้งกำหนดวงเงินงบประมาณที่จะถ่ายโอนลงไปยังพื้นที่ให้ชัดเจน  ทั้งนี้  ให้ดำเนินการถ่ายโอนภารกิจให้แล้วเสร็จภายในสิบปีนับแต่วันประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ โดยในการถ่ายโอนภารกิจและการพัฒนาบริการท้องถิ่น ต้องคำนึงถึงมาตรฐาน หลักเกณฑ์ ตลอดจนความเหมาะสมของท้องถิ่นด้วย  ทั้งนี้ ในการจัดทำบริการและพัฒนาบริการท้องถิ่น ให้ยึดหลักความจำเป็นของประชาชนแต่ละท้องถิ่นเป็นสำคัญ

                 (๔) ให้มีการพัฒนาสมรรถนะของท้องถิ่นให้เข้มแข็ง โดยให้พิจารณาถึงจำนวนท้องถิ่น ขนาด เขตพื้นที่ งบประมาณ บุคลากร วิธีจัดทำบริการที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพของงานและประโยชน์ที่ประชาชนพึงได้รับเป็นที่ตั้ง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                (๕) จัดให้มีการปรับปรุงระบบกำกับดูแลและระบบการมีส่วนร่วมของประชาชนให้ชัดเจนและเหมาะสม โดยคำนึงถึงความเป็นอิสระของท้องถิ่น ธรรมาภิบาล และความเป็นเจ้าของของประชาชนในท้องถิ่น ในส่วนของการกำกับดูแลให้เน้นการกำกับภายหลังการปฏิบัติงานและยึดหลักประสิทธิภาพของงาน ตลอดจนประโยชน์ที่ประชาชนพึงได้รับเป็นสำคัญ  ทั้งนี้ ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสองปีนับแต่วันประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้

                (๖) กำหนดภาษีท้องถิ่น แหล่งรายได้ ความเป็นอิสระในการจัดหารายได้ของท้องถิ่น รวมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรบริหารท้องถิ่นในการบริหารและการพึ่งตนเองทางด้านการคลัง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                (๗) ให้มีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรบริหารท้องถิ่นที่เข้มแข็งและต่อเนื่อง รวมทั้งให้บุคลากรขององค์กรบริหารท้องถิ่นมีสถานะเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นหรือลูกจ้างสามารถย้ายโอนเปลี่ยนสังกัดระหว่างองค์กรบริหารท้องถิ่นรูปแบบต่างกันได้ มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลขององค์กรบริหารท้องถิ่นทุกรูปแบบเป็นองค์กรเดียว มีการกำหนดมาตรฐานการบริหารงานบุคคล มีคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม และมีคณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการท้องถิ่นโดยระบบคุณธรรมในแต่ละจังหวัด ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                (๘) ให้มีการจัดตั้งกองทุนเงินเดือนและสวัสดิการสำหรับข้าราชการส่วนท้องถิ่นและลูกจ้าง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                (๙) ให้มีสถาบันการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถท้องถิ่น โดยให้มีงบประมาณในการนี้อย่างน้อย ร้อยละ ๐.๒ ของงบประมาณท้องถิ่นโดยรวมทั่วประเทศและให้มีการบริหารการวิจัยในรูปแบบคณะกรรมการวิจัยเพื่อพัฒนา

ส่วนที่ ๔

การปฏิรูปด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ


               มาตรา ๑๒  ให้มีการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล สร้างจิตสำนึกแก่ประชาชนและส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และให้กลไกในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตมีประสิทธิภาพ ตามแนวทางดังต่อไปนี้

               (๑) ให้มีคณะกรรมการปฏิรูประบบการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ประกอบด้วยตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความเป็นอิสระ โดยมีอำนาจหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ศึกษา วิเคราะห์ และเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงและการพัฒนาการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมทั้งเสนอให้แก้ไข ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมายอันเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบแล้วแต่กรณี

               (๒) ให้มีกฎหมายและกลไกในการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยอย่างน้อยต้องประกอบด้วย

               (ก) ดำเนินการสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบได้โดยง่าย โดยเฉพาะการจัดให้มีกองทุนสนับสนุนภาคพลเมือง  ในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ เป็นกองทุนภาคประชาสังคมเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตาและช่วยกันรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมไม่ให้ถูกทุจริตหรือโกงกิน

               (ข) ปลูกฝังจิตสำนึกคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล ต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบแก่ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน ผ่านระบบการศึกษา การอบรม การรณรงค์ และกระบวนการสมัชชาคุณธรรม หรือวิธีการอื่นใด แล้วแต่กรณี รวมถึงการใช้สื่อสารมวลชนรณรงค์สร้างจิตสำนึกที่ดี ต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ

               (ค) ดำเนินการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบโดยการบัญญัติ แก้ไข ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมาย รวมถึงปรับปรุงพัฒนากลไก และมาตรการ
อันเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ แล้วแต่กรณี โดยเฉพาะการตรากฎหมายป้องกันการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ และการตรากฎหมายหรือกำหนดกลไกเพื่อปกป้องผู้ให้ข้อมูลโดยบริสุทธิ์ใจเกี่ยวกับพฤติกรรมทุจริตประพฤติมิชอบมิให้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีหมิ่นประมาทโดยมุ่งหวังกลั่นแกล้ง อันเนื่องมาจากการให้ข้อมูลนั้น

                (ง) พัฒนาระบบคุณธรรมในกระบวนการบริหารงานบุคคล เพื่อแก้ปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรหน่วยงานของรัฐโดยไม่ยึดหลักความสามารถ ความเหมาะสมและขาดคุณธรรมจริยธรรม

                (จ) กำหนดมาตรการให้หน่วยงานของรัฐที่มีพันธะกิจในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ มีหลักประกันที่จะได้รับการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในการดำเนินงานอย่างเพียงพอ

ส่วนที่ ๕

การปฏิรูปด้านการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน


                 มาตรา ๑๓  ให้มีการปฏิรูปด้านการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเพื่อให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจและสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามแนวทางดังต่อไปนี้

                 (๑) ตรากฎหมายเพื่อจัดตั้งคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านพลเมืองศึกษา เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเรียนรู้ด้านพลเมืองศึกษาให้เกิดความเป็นเอกภาพและบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมืองและเพื่อสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยในสังคมไทย

                 (๒) ตรากฎหมายว่าด้วยการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างสร้างสรรค์ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น โดยจัดให้มีคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ ทิศทาง และกลไกในการขับเคลื่อน

                 (๓) ปรับปรุงและพัฒนากระบวนการและกลไกการมีส่วนร่วมในการบริหารงานของหน่วยงานของรัฐ ทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น

หมวด ๒

สังคมและวัฒนธรรม


ส่วนที่ ๑

การปฏิรูปด้านการศึกษา


              มาตรา ๑๔  ให้มีการปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาคนให้เป็นพลเมืองดี มีคุณธรรม จริยธรรม มีค่านิยมที่พึงประสงค์ เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์  และมีความรู้ความสามารถ ตามแนวทางดังต่อไปนี้

              (๑) กระจายอำนาจการจัดการศึกษาโดยลดบทบาทของรัฐจากการเป็นผู้จัดการศึกษาเป็นผู้จัดให้มีการศึกษา ส่งเสริม สนับสนุน รวมทั้งกำกับนโยบาย แผน มาตรฐาน และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษา และส่งเสริมให้พื้นที่และสถานศึกษาสามารถบริหารจัดการการศึกษาได้อย่างมีอิสระ มีประสิทธิภาพ และรับผิดชอบต่อผลการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย และการศึกษาทางเลือก  โดยให้เอกชน ชุมชน องค์กรบริหารท้องถิ่น และภาคส่วนอื่นๆ มีส่วนร่วมและเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการปฏิรูปการศึกษาอย่างเหมาะสม

              (๒) ปฏิรูประบบการจัดสรรทุนเพื่อการศึกษาใหม่ โดยเปลี่ยนจากการจัดสรรทุนผ่านด้านอุปทานของการศึกษาเป็นหลักดังเช่นที่ทำอยู่ในปัจจุบันเป็นการจัดสรรผ่านด้านอุปสงค์เป็นหลัก โดยให้รัฐจัดสรรค่าใช้จ่ายในการศึกษาโดยตรงแก่ผู้เรียนอย่างทั่วถึงและพอเพียงตามความจำเป็นและเหมาะสมของผู้เรียน สำหรับการศึกษาปฐมวัยจนถึงระดับมัธยมศึกษาทั้งสายสามัญและสายอาชีพ เพื่อให้เด็กในวัยเรียนทุกคนได้เข้าเรียน

              (๓) ปรับปรุงระบบการพัฒนาเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา โดยยกระดับความรู้ให้กับครอบครัว ผู้เลี้ยงดู ให้มีสมรรถนะและสัมพันธภาพที่เหมาะสมในการเลี้ยงดูเด็กเล็กก่อนวัยเรียนเพื่อให้มีพัฒนาการที่สมบูรณ์ มีความพร้อมเพื่อการเรียนรู้ทุกมิติทั้งด้านกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ และสังคม รวมทั้งการให้ความรู้แก่เยาวชนเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร

              (๔) ปรับปรุงระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญามีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ โดยการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนการจัดสภาพแวดล้อม สื่อ เทคโนโลยี การวัดผล ประเมินผล และการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีความพร้อมในการเข้ารับการศึกษาในแต่ละระดับ

              (๕) ปรับปรุงการอาชีวศึกษาไปสู่ระบบการผลิตและพัฒนาบุคลากรของภาคการผลิตต่างๆ ที่มีความรู้ มีทักษะ มีสมรรถนะในการประกอบอาชีพตรงกับตลาดงานและความจำเป็นของชาติ

              (๖) ปรับปรุงระบบอุดมศึกษาให้การจัดการเรียนรู้และการสร้างองค์ความรู้เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของประเทศ ควบคู่กับการสร้างความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศและเสริมสร้างสมรรถนะด้านวิชาการเพื่อรับใช้สังคมและเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพ ส่งเสริมธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาสร้างภาวะรับผิดชอบต่อการวางแผนและการดำเนินการผลิตกำลังคนและการวิจัยให้สอดคล้องกับความต้องการจริงของภาคการผลิตของประเทศ โดยมีการวิจัย ติดตาม และประเมินผลอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาอย่างเป็นระบบ

              (๗) ปฏิรูประบบการเงินเพื่อการอุดมศึกษาใหม่โดยเปลี่ยนจากการใช้การจัดสรรทุนผ่านด้านอุปทานเป็นหลัก เป็นการจัดสรรทุนผ่านด้านอุปสงค์เป็นหลัก โดยกระทำผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาแบบชำระคืนตามกำลังรายได้ของผู้กู้ (กรอ.) โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการให้โอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

             (๘) พัฒนาและปรับเปลี่ยนระบบการเรียนรู้ให้ทันสมัย โดยเน้นกระบวนการคิดการใช้เหตุผล และการเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติ ตลอดจนการเรียนรู้ทักษะชีวิตและทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม  รวมทั้งส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาธารณะทุกรูปแบบด้านการศึกษา ส่งเสริมและผลักดันการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ควบคู่กับการศึกษาด้านศิลปะ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาท้องถิ่น พหุวัฒนธรรม ภาษา ศาสนา ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการดูแลสุขภาพตนเอง และพลเมืองศึกษา เพื่อบ่มเพาะจิตสำนึกความเป็นพลเมืองที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลของคนไทยทุกระดับ รวมทั้งเพื่อให้รู้เท่าทันและสามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามบริบทสังคมโลก เพื่อสร้างสังคมแห่งปัญญา

             (๙) ปรับปรุงระบบการผลิตและระบบการพัฒนาครู ระบบบริหารงานบุคคลครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนระบบการประเมินครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาที่ต้องอาศัยผลการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาของผู้เรียนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ระบบการผลิตครูต้องเน้นคุณลักษณะและสมรรถนะที่มีความเหมาะสมกับแต่ละระดับการศึกษาและบริบทความต้องการทรัพยากรมนุษย์ที่เปลี่ยนแปลงไป

             (๑๐) พัฒนาระบบธรรมาภิบาลในวงการศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยจัดให้มีระบบตรวจสอบความถูกต้อง ความโปร่งใสของการบริหารและ
การจัดการศึกษา รวมถึงระบบความรับผิดชอบต่อผลการจัดการศึกษาทุกระดับ

             (๑๑) ปรับระบบการทดสอบและประเมินผลการศึกษา ให้เป็นการทดสอบความสามารถในการเรียนรู้ ความถนัด และคุณลักษณะผู้เรียนที่ครบทุกมิติเพื่อพัฒนาผู้เรียนส่วนการประเมินคุณภาพสถานศึกษาให้เน้นการประเมินเพื่อพัฒนาเป็นหลักสำคัญ

              (๑๒) ปรับปรุงโครงสร้างการบริหารการศึกษาทั้งระดับชาติ ระดับพื้นที่และระดับท้องถิ่น โดยเน้นการลดขนาดและจำนวนบุคลากรของหน่วยงานส่วนกลาง เพื่อกระจายบุคลากรที่มีคุณภาพไปยังระดับพื้นที่และสถานศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพและเอื้ออำนวยให้การปฏิรูปการศึกษาและพัฒนามนุษย์บรรลุผล

              (๑๓) ปรับปรุงสภาวิชาชีพให้มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบคุณภาพของผู้สำเร็จการศึกษาเพื่อออกใบประกอบวิชาชีพ โดยไม่กระทบต่อเสรีภาพทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษา โดยเน้นการปรับปรุงให้สภาวิชาชีพมีอำนาจเฉพาะในการออกใบอนุญาตในการประกอบวิชาชีพที่อยู่ในความรับผิดชอบ โดยไม่กระทบต่อการอนุมัติหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษา

              (๑๔) ให้มีการจัดทำประมวลกฎหมายการศึกษา โดยมีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งกฎหมายเกี่ยวกับมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา การจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษา และการให้ประชาชน ชุมชน องค์การภาคเอกชน และองค์การเอกชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการบริหารการศึกษา 

เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาตามมาตรานี้สามารถดำเนินการได้โดยรวดเร็วและต่อเนื่อง ให้มีคณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่งชาติซึ่งอยู่ในกำกับของนายกรัฐมนตรีภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ โดยให้ทำหน้าที่ปฏิรูปการศึกษาและพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้านตลอดชีวิต กำหนดนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ กลั่นกรองการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาและการพัฒนามนุษย์ การวางแผนปฏิรูปโครงสร้างและอัตรากำลังของกระทรวงศึกษาธิการ การจัดให้มีการวิจัยระบบการศึกษารองรับการจัดทำนโยบายการศึกษาและการมีเครือข่ายสมัชชาการศึกษา เพื่อการมีส่วนร่วมของชุมชนองค์กรบริหารท้องถิ่น และภาคประชาสังคมในการกำกับดูแลและส่งเสริมการจัดการศึกษาในพื้นที่ของตน ตลอดจนจัดทำและปรับปรุงบรรดากฎหมายที่จำเป็นเพื่อขจัดปัญหาต่างๆที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปการศึกษาของทุกหน่วยงานที่จัดการศึกษา องค์ประกอบ ที่มา อำนาจหน้าที่ และการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่งชาติ และสำนักเลขาธิการให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

ส่วนที่ ๒

การปฏิรูปด้านสาธารณสุข


                  มาตรา ๑๕  ให้มีการปฏิรูปด้านสาธารณสุขเพื่อให้มีการจัดระบบการดูแลสุขภาพให้ทั่วถึง มีมาตรฐาน และเป็นธรรม ตามแนวทางดังต่อไปนี้

                 (๑) เร่งพัฒนาระบบสุขภาพที่ให้ความสำคัญต่อการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิและการแพทย์แผนไทย ที่เน้นพื้นที่เป็นฐานและมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง รวมทั้งการสร้างเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรคและภัยคุกคามต่อสุขภาพ เพื่อนำไปสู่สุขภาวะที่ยั่งยืนของสังคมไทย  ทั้งนี้ โดยให้ชุมชนและองค์กรบริหารท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการดังกล่าวด้วย

                 (๒) ปฏิรูปการบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพรวมถึงการเงินการคลังของกองทุนสุขภาพให้มีลักษณะและมาตรฐานใกล้เคียงกัน มีประสิทธิภาพ ความเสมอภาคและเป็นธรรม เพียงพอและยั่งยืน โดยเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายในการอภิบาลระบบ

                 (๓) ปฏิรูปความรอบรู้และการสื่อสารด้านสุขภาพเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนสามารถมีข้อมูลพื้นฐานในการดูแลสุขภาพตนเอง ครอบครัว และชุมชน เพื่อเป็นการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ

                 (๔) ให้มีการพัฒนากลไกการกำกับดูแลระบบสุขภาพและการให้บริการสุขภาพที่เป็นธรรม โดยให้มีราคาและค่าบริการที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้รับบริการ

                 (๕) ปฏิรูประบบการผลิต การกระจาย และการธำรงรักษาบุคลากรด้านสุขภาพทั้งแผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทยไปสู่ชนบท โดยเพิ่มการส่งเสริมการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ผ่านระบบสถาบันการศึกษาของรัฐและเอกชน และเร่งปฏิรูปให้เกิดความเป็นธรรมด้านค่าตอบแทนในวิชาชีพสาธารณสุข

                 (๖) ให้มีระบบและกลไกที่เป็นรูปธรรมที่สามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปการแพทย์แผนไทยอย่างต่อเนื่อง

                 (๗) ปฏิรูปกฎหมาย กฎ และกติกาในเรื่องต่างๆ ที่จะมีส่วนช่วยในการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค ภัยคุกคามต่อสุขภาพ รวมทั้งผลักดันให้เกิดกฎหมายและนโยบายสาธารณะเพื่อคุ้มครองปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ

ส่วนที่ ๓

การปฏิรูปด้านสังคม


               มาตรา ๑๖  ให้มีการปฏิรูปด้านสังคมเพื่อให้ประชาชนได้รับสวัสดิการสังคมที่ทั่วถึง เพียงพอ และมีคุณภาพ ตามแนวทางดังต่อไปนี้

               (๑) ปฏิรูปกฎหมาย กฎ และกติกาต่างๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง มีสิทธิที่จะดูแลและจัดการทรัพยากรธรรมชาติและทุนชุมชนต่างๆ จัดระเบียบสังคมในชุมชนจัดทำบริการสาธารณะและจัดสวัสดิการให้แก่คนในชุมชน สามารถพัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชน สัมมาชีพชุมชน การทำให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็งและยั่งยืน รวมถึงการส่งเสริมความสามารถในการจัดการตนเองของชุมชน ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  ทั้งนี้ โดยประสานความร่วมมือกับองค์กรบริหารท้องถิ่น องค์การภาคเอกชน และองค์การเอกชน

               (๒) ปฏิรูประบบสวัสดิการสังคม ทั้งด้านการให้บริการสังคม การประกันสังคมทุกกลุ่มวัย การช่วยเหลือทางสังคม และการสนับสนุนหุ้นส่วนทางสังคม ที่มีความครอบคลุม เพียงพอ ยั่งยืน มีคุณภาพ เข้าถึงได้ และมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ  โดยให้จัดระบบสวัสดิการชุมชนที่เน้นครอบครัวและชุมชนเป็นฐาน สร้างระบบส่งเสริมความเข้มแข็งภาคประชาสังคม และผู้มีจิตอาสาในการดำเนินการดังกล่าว ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจฐานราก และสัมมาชีพชุมชน พัฒนาระบบการคลังเพื่อสังคม โดยการปฏิรูประบบสลากเพื่อสังคม พัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องให้กับผู้พิการหรือทุพพลภาพ ผู้ด้อยโอกาส ผู้อยู่ในสถานะยากลำบาก คนชายขอบ เด็ก เยาวชนและผู้สูงอายุ เพื่อตอบสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐาน ทั้งทางด้านการศึกษา สุขภาพอนามัย ที่อยู่อาศัย การทำงานและการมีรายได้ กีฬาและนันทนาการ กระบวนการยุติธรรม บริการทางสังคมทั่วไป การออกแบบอาคาร พื้นที่สาธารณะ และระบบขนส่งมวลชน เพื่อการใช้งานของผู้พิการหรือทุพพลภาพและคนทุกกลุ่มในสังคม และระบบที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ตลอดจนการจัดการภาวะฉุกเฉินและการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติแบบบูรณาการ  ทั้งนี้ เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม และทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี

               (๓) รัฐ หน่วยงานของรัฐ องค์กรบริหารท้องถิ่น และศาสนสถาน จัดให้มีพื้นที่สาธารณะเพื่อให้คนในชุมชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการทำกิจกรรมเพื่อสร้างสัมพันธ์ทางสังคม กิจกรรมนันทนาการและกีฬา

               (๔) จัดทำแผนระยะยาวและดำเนินการเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย โดยเฉพาะการจัดให้มีระบบการออมเพื่อการดำรงชีพในยามชรา และการเตรียมความพร้อมสู่วัยสูงอายุที่เหมาะสมของประชาชน การปรับปรุงระบบการเกษียณอายุที่เหมาะสม การปฏิรูประบบสวัสดิการผู้สูงอายุเพื่อให้มีหลักประกันด้านรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ เพื่อให้ดำรงชีพได้อย่างเหมาะสม ระบบการดูแลระยะยาว และการใช้ทุนทางปัญญาของผู้สูงอายุ รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่มและเครือข่ายที่เข้มแข็ง และจัดให้มีระบบ กลไก และกระบวนการในการบริหารจัดการทรัพย์สิน รวมทั้งส่งเสริมการประยุกต์ใช้องค์กรและบุคลากรทางศาสนาศิลปะและวัฒนธรรมเพื่อรองรับการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว ตลอดจนต้องมีการวางแผนระยะยาวด้านการขยายประชากรเพื่อลดภาวะการขาดแคลนแรงงานและผลกระทบต่อสังคมผู้สูงอายุในอนาคต

               (๕) ส่งเสริมการเพิ่มจำนวนสตรีให้มีส่วนร่วมทางการเมืองและในองค์กรตรวจสอบทุกระดับ การรับตำแหน่งและความเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติหน้าที่การงานในทุกระดับทั้งของรัฐและเอกชน ตามหลักคุณธรรมและความสามารถ โดยไม่เลือกปฏิบัติ และเพิ่มศักยภาพให้กับสตรีได้มีส่วนร่วมทางการเมืองและการมีส่วนร่วมในการวางนโยบายของรัฐและดำเนินการตามนโยบายนั้นอย่างมีคุณภาพ

               (๖) จัดให้มีกฎหมายส่งเสริมความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม และจัดตั้งกองทุนส่งเสริมภาคประชาสังคม เพื่อการมีส่วนร่วมใน การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน การสร้างสวัสดิการสังคม การพัฒนากลุ่มเฉพาะหรือผู้ด้อยโอกาส การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติให้มีคณะกรรมการปฏิรูปสังคมและชุมชนขึ้นคณะหนึ่ง ภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ มีหน้าที่ศึกษาและจัดทำแนวทาง ข้อเสนอแนะและกฎหมายต่างๆ เพื่อผลักดันให้เกิดการปฏิรูปด้านสังคมและชุมชน รวมทั้งมีหน้าที่ติดตามกำกับ และสนับสนุนการปฏิรูปด้านสังคมให้บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและมีความต่อเนื่องและมีกลไกการตรวจสอบการจัดสวัสดิการสังคมเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการโดยปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง ทั้งนี้ โดยมีองค์ประกอบ ที่มา และอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ

ส่วนที่ ๔

การปฏิรูปด้านศิลปวัฒนธรรมและศาสนา


                 มาตรา ๑๗  ให้มีการปฏิรูปด้านศิลปวัฒนธรรมและศาสนาภายใต้หลักการการมีส่วนร่วมในการวางแผนแม่บทและบริหารจัดการของประชาชน และหลักการรักษาดุลยภาพระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ตามแนวทางดังต่อไปนี้

                (๑) สนับสนุนให้มีสมัชชาศิลปวัฒนธรรมระดับชาติและระดับท้องถิ่น ซึ่งมาจากภาคประชาสังคม เพื่อปกป้อง ฟื้นฟู สืบสาน ส่งเสริม และพัฒนางานด้านศิลปวัฒนธรรมตามความหลากหลายในแต่ละพื้นที่ โดยให้มีความเป็นอิสระและประสานงานกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ

                (๒) จัดให้มีกองทุนทุนทางวัฒนธรรมแห่งชาติเพื่อส่งเสริมประชาชนและชุมชนในการสร้างเสริมศิลปวัฒนธรรม

                (๓) องค์กรบริหารท้องถิ่นต้องสนับสนุนและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม

                (๔) นำหลักศาสนาไปดำเนินการเพื่อสร้างประโยชน์และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจโดยการแปรทุนทางศาสนาและวัฒนธรรมไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมและวัฒนธรรมฮาลาล การส่งเสริมการท่องเที่ยวด้านศาสนาและวัฒนธรรม และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

               (๕) ส่งเสริมการเปิดพื้นที่การเรียนรู้ศิลปะ วัฒนธรรม และศาสนาสู่ชีวิตประจำวันโดยใช้กิจกรรมนอกห้องเรียนผ่านสื่อสารมวลชนสังคมออนไลน์ และอื่นๆ

               (๖) ให้มีการส่งเสริมและเผยแผ่หลักศาสนธรรมผ่านสื่อรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะสมกับสังคมไทย

               (๗) ให้มีการตรากฎหมายว่าด้วยสถาบันสร้างคุณภาพสังคมไทยด้วยศาสนธรรม

ส่วนที่ ๕

การปฏิรูปด้านการคุ้มครองผู้บริโภค


                  มาตรา ๑๘  ให้มีการปฏิรูปด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อปกป้องประโยชน์และความเป็นธรรมของผู้บริโภคและเป็นเครื่องมือกระตุ้นผู้ประกอบธุรกิจในการพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และบริการ นำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตนเองและของประเทศโดยรวม ตามแนวทางดังต่อไปนี้

                 (๑) ตรากฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคตามมาตรา ๖๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยให้ถือเป็นพระราชบัญญัติที่มีความจำเป็นเพื่อให้บรรลุตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

                (๒) ปฏิรูประบบ โครงสร้าง องค์กร และกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้เกิดการบูรณาการการดำเนินงาน การมีส่วนร่วมของประชาชน และการบังคับใช้กฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภค

                (๓) ตรากฎหมายเกี่ยวกับการจัดการสินค้าไม่ปลอดภัยและการแจ้งเตือนภัย กฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องในสินค้าใหม่ กฎหมายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการฮาลาล และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

                (๔) รวบรวมบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากกฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้องได้โดยสะดวก โดยเฉพาะกฎหมายว่าด้วยการขายตรงและตลาดแบบตรง กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายว่าด้วยความรับผิดอันเกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย กฎหมายว่าด้วยเครื่องสำอาง กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานสินค้าเกษตร กฎหมายว่าด้วยยา กฎหมายว่าด้วยสัญญาไม่เป็นธรรม และกฎหมายว่าด้วยอาหาร

                (๕) จัดให้มีระบบฐานข้อมูลร่วมกันของภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชนเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค และมาตรการของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ในการแจ้งหรือเผยแพร่อย่างทั่วถึงเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารของสินค้าและบริการโดยเฉพาะข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการบริโภคสินค้าและบริการ

                (๖) หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค มีหน้าที่สนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีการรวมตัวกันพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค รวมทั้งให้องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่ได้จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๖๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และองค์กรผู้บริโภคอื่น มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย กฎหมาย และมาตรการในการคุ้มครองผู้บริโภค

                (๗) จัดให้มีกลไกหลักประกันด้านคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าและบริการให้เป็นมาตรฐาน โดยเฉพาะความมั่นคงและความปลอดภัยด้านอาหาร และจัดให้มีระบบหรือกลไกคุ้มครองผู้บริโภคตามหลักการป้องกันล่วงหน้า เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันมิให้เกิดความเสียหายหรือลดผลกระทบกรณีสามารถคาดหมายได้ล่วงหน้า

                (๘) จัดตั้งกองทุนเพื่อชดเชยหรือเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากสินค้าหรือบริการที่ไม่ปลอดภัยโดยผู้บริโภคไม่ต้องพิสูจน์ความผิด และเร่งรัดการออกกฎหมายคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากบริการสาธารณสุข

                (๙) ส่งเสริมให้มีกลไกธรรมาภิบาลของสภาวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพ รัฐวิสาหกิจหรือองค์กรภาคเอกชนอื่นของผู้ประกอบการ เพื่อคุ้มครองสิทธิและความเป็นธรรมของผู้บริโภคทั้งนี้อาจให้มีตัวแทนผู้บริโภคซึ่งมีส่วนได้เสียอยู่ในองค์กรดังกล่าวด้วย

                (๑๐) ให้มีคณะกรรมการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคภายในเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ประกอบด้วยตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชนภาควิชาการ และภาคประชาสังคม และองค์กรผู้บริโภค ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความเป็นอิสระในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยมีอำนาจหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการคุ้มครองผู้บริโภคตามกฎหมายนี้ให้สำเร็จ รวมทั้งศึกษา วิเคราะห์ และเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงและการพัฒนาการคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนเสนอให้ตรา แก้ไข ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมายอันเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค แล้วแต่กรณี

ส่วนที่ ๖

การปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ


                  มาตรา ๑๙ ให้มีการปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อประโยชน์ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการเรียนรู้ของประชาชน มีมาตรฐาน มีคุณภาพสูงสุด และเป็นที่เชื่อถือทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ ตามแนวทางดังต่อไปนี้

                 (๑) มีกลไกส่งเสริมผู้ปฏิบัติงานในวิชาชีพสื่อมวลชนให้มีเสรีภาพควบคู่กับความรับผิดชอบ เร่งพัฒนากลไกที่เป็นหลักประกันความเป็นอิสระจากการถูกครอบงำและแทรกแซงโดยอำนาจรัฐและทุน เพื่อให้การแสวงหาข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และรอบด้าน รวมทั้งส่งเสริมสวัสดิภาพของผู้ปฏิบัติงานสื่อมวลชน

                 (๒) เร่งพัฒนามาตรการและกลไกการกำกับดูแลด้านจริยธรรมสื่อสารมวลชนให้มีประสิทธิภาพ ทั้งการกำกับดูแลตนเองตั้งแต่ระดับองค์กรสื่อมวลชนแต่ละแห่ง ระดับองค์การด้านวิชาชีพสื่อมวลชนแต่ละกลุ่ม และองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนซึ่งเป็นองค์กรกำกับร่วมระดับประเทศ การกำกับดูแลโดยภาคประชาชน มีมาตรการส่งเสริมให้ประชาชนผู้ใช้และผู้บริโภครู้เท่าทันสื่อมีความตระหนักรู้ถึงสิทธิเสรีภาพและความรับผิดชอบ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดี ความสามัคคีของคนในชาติ และไม่ก่อให้เกิดความเกลียดชังกันระหว่างกลุ่มคนในชาติหรือศาสนาหรือการใช้ความรุนแรงระหว่างกัน

                 (๓) ให้ปฏิรูปองค์กรกำกับดูแลการประกอบกิจการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดสรรทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะและต้องกำกับดูแลการประกอบกิจการโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมของชาติ ให้มีความมั่นคง ทันสมัย มีเสถียรภาพ มีประสิทธิภาพและเพียงพอต่อความต้องการของประเทศประชาชนสามารถเข้าถึงบริการพื้นฐานการสื่อสารได้อย่างทั่วถึงในราคาที่ยอมรับได้และส่งเสริมให้มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมให้มีการกำหนดบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจนระหว่างผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานกำกับดูแล และผู้ประกอบกิจการ และให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาล ส่งเสริมให้สื่อมวลชนทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้สร้างสรรค์ของสังคม มีหน้าที่คุ้มครองสิทธิของประชาชนด้านการสื่อสาร สิทธิความเป็นส่วนตัว ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การคุ้มครองผู้บริโภค และมีหน้าที่ส่งเสริม พัฒนาและสนับสนุนการกำกับดูแลองค์การวิชาชีพสื่อมวลชน สนับสนุนให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อ และมีโอกาสเข้าถึงและได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสื่อสารของชาติร่วมกันจัดให้มีกองทุนพัฒนากิจการสื่อสารมวลชนเพื่อส่งเสริมการผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพ ปลอดภัยและสร้างสรรค์ รวมทั้งส่งเสริม สนับสนุนสื่อทางเลือก สื่อชุมชน สื่อเพื่อสันติภาพตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์

ส่วนที่ ๗

การปฏิรูปด้านแรงงาน


                    มาตรา ๒๐  ให้มีการปฏิรูปด้านแรงงานเพื่อให้ผู้ใช้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานระหว่างประเทศ และมีทักษะที่สามารถแข่งขันในระดับสากลได้ตามแนวทางดังต่อไปนี้

                    (๑) ตรากฎหมายและกำหนดกลไกเพื่อรองรับเสรีภาพของผู้ใช้แรงงาน ลูกจ้าง และนายจ้างในการสมาคม การรวมตัว และการร่วมเจรจาต่อรอง ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลระหว่างประเทศ

                   (๒) สนับสนุนการจัดตั้งธนาคารแรงงานหรือกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงานเพื่อเป็นกองทุนสถาบันการเงินของผู้ใช้แรงงานในการส่งเสริมการออมและการพัฒนาตนเองอันจะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเป็นศูนย์ข้อมูลด้านแรงงานเพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้แรงงานและผู้จ้างงานให้สามารถเข้าถึงแรงงานได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

                   (๓) ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมในศาลแรงงาน โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้ลูกจ้างสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ และมีระบบให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายและคดีต่อลูกจ้าง และควรมีตุลาการศาลแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะและมีบทบาทในการแสวงหาข้อเท็จจริงมากขึ้น

                   (๔) สนับสนุนให้จัดตั้งศูนย์บริการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติแบบศูนย์ครบวงจร ณ จุดเดียว ในท้องที่ที่ติดกับบริเวณประเทศเพื่อนบ้าน

                   (๕) ส่งเสริมทักษะและการพัฒนาฝีมือแรงงานไทยทุกระดับในทุกสาขาเพื่อยกระดับรายได้และให้สามารถแข่งขันในตลาดแรงงานสากลได้ และให้มีการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมทักษะและการพัฒนาฝีมือแรงงาน

                   (๖) ปรับแนวคิดและความเข้าใจเกี่ยวกับค่าจ้างแรงงานของประเทศให้ถูกต้องและสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องแยกเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำกับค่าจ้างประจำปี ออกจากกัน เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับเรื่องแนวคิดและวิธีปฏิบัติซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในอดีตส่งผลกระทบต่อระบบการจ้างงานและภาวะเศรษฐกิจของประเทศตลอดมา

                   (๗) ขจัดเงื่อนไขและกฎเกณฑ์การปฏิบัติทางด้านแรงงานที่มีลักษณะเข้าข่ายการค้ามนุษย์ รวมทั้งปรับปรุงระบบและกลไกการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวให้มีประสิทธิภาพ

                   (๘) ให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย กฎ และระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานให้สอดคล้องกับประเทศไทยในสภาวการณ์ปัจจุบัน โดยให้มีการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของแรงงานนอกระบบ

ส่วนที่ ๘

การปฏิรูปด้านการกีฬา


                    มาตรา ๒๑  ให้มีการปฏิรูปด้านการกีฬาเพื่อให้นักกีฬา บุคลากรทางการกีฬา และประชาชน มีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการกีฬาและได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อการดำเนินการทางการกีฬาอย่างทั่วถึง เพียงพอ และเป็นธรรม ตามแนวทางดังต่อไปนี้

                    (๑) ให้มีนโยบายและระบบการบริหารจัดการด้านการกีฬา เพื่อพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน และเพื่อพัฒนาการกีฬาอย่างเป็นระบบ ทันสมัย มีมาตรฐานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

                    (๒) จัดให้มีโครงสร้างหน่วยงานที่เหมาะสมเพื่อบริหารจัดการด้านการกีฬาโดยเฉพาะ จัดตั้งมหาวิทยาลัยเฉพาะทางด้านการกีฬาในระดับชาติ จัดตั้งหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา รวมทั้งจัดตั้งสภาการกีฬาแห่งชาติเพื่อกำหนดนโยบายและกำกับดูแลด้านการกีฬา  ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                    (๓) จัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการกีฬา และจัดสรรงบประมาณเพื่อการดำเนินการทางการกีฬาอย่างทั่วถึง เพียงพอ และเป็นธรรม

                    (๔) ให้องค์กรบริหารท้องถิ่นมีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการด้านการกีฬาแก่ประชาชนในพื้นที่ให้บริการ

                    (๕) จัดให้มีการส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการกีฬา พัฒนาบุคลากรทางการกีฬาให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะ รวมทั้งบูรณาการการจัดการศึกษาอบรมด้านการกีฬาทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนมีองค์ความรู้เกี่ยวกับการกีฬาอย่างถูกต้อง

                    (๖) จัดให้มีมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคเอกชนในการจัดกิจกรรมการกีฬา มาตรการจูงใจที่เหมาะสม มาตรการทางภาษีให้แก่ผู้สนับสนุนด้านการกีฬา มาตรการส่งเสริมธุรกิจการกีฬาและอุตสาหกรรมกีฬา รวมทั้งการจัดสวัสดิการแก่นักกีฬาและบุคลากรทางการกีฬา

                   (๗) ให้มีการปลูกฝังค่านิยม เจตคติ วัฒนธรรม และจริยธรรมด้านการกีฬากระตุ้นการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการกีฬา และสร้างหอเกียรติยศด้านการกีฬา

หมวด ๓

เศรษฐกิจ


ส่วนที่ ๑

การปฏิรูปด้านขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ


                      มาตรา ๒๒  ให้มีการปฏิรูปเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศตามแนวทางดังต่อไปนี้

                     (๑) ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจส่วนรวมและเน้นกระบวนการผลิตบนฐานความรู้และนวัตกรรม

                     (๒) ปรับปรุงกฎหมายเพื่อป้องกัน ลด จำกัดหรือขจัดการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้ธุรกิจมีการแข่งขันอย่างเสรีเป็นธรรม ระหว่างภาคเอกชนด้วยกันเอง และระหว่างรัฐวิสาหกิจกับเอกชน รวมทั้งป้องกันมิให้ผู้ประกอบการใช้อำนาจเหนือตลาด ทำลายผู้ประกอบการรายย่อยโดยไม่เป็นธรรม ในกรณีที่จำเป็นต้องมีการผูกขาดรัฐต้องกำกับดูแลเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

                     (๓) บริหารจัดการรัฐวิสาหกิจอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส ทบทวนความจำเป็นในการดำรงอยู่และความมีประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง โดยต้องกำหนดเป้าหมายการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งแยกหน้าที่อย่างชัดเจนระหว่างหน่วยงานกำหนดนโยบายให้รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานกำกับดูแล และหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจแทนรัฐในการทำหน้าที่เป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจจะต้องมีหน่วยงานเฉพาะที่ปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองโดยไม่ชอบธรรม ทำหน้าที่ควบคุมให้รัฐวิสาหกิจดำเนินการตามพันธกิจอย่างบูรณาการสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ และควบคุมให้รัฐวิสาหกิจดำเนินการอย่างโปร่งใส ให้บริการประชาชนอย่างมีคุณภาพได้มาตรฐาน และคิดค่าบริการอย่างเหมาะสมในกรณีที่รัฐวิสาหกิจทำธุรกิจเดียวกับภาคเอกชน จะต้องจัดให้มีการแข่งขันกับภาคเอกชนอย่างเป็นธรรม

                   (๔) จัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการพัฒนาภาคการเกษตร กำหนดเขตการใช้พื้นที่เกษตรกรรม รวมทั้งพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตร ระบบการแปรรูปสินค้าและนวัตกรรมทางการเกษตร โดยผสานองค์ความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นและการวิจัยและการพัฒนาเพื่อให้เกษตรกรเป็นผู้มีความรู้และมีความมั่นคงทางรายได้ และให้ประเทศไทยเป็นฐานความมั่นคงทางอาหารและเป็นศูนย์ซื้อขายสินค้าเกษตรและอาหารล่วงหน้าในภูมิภาคเอเชีย

                  (๕) จัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการภาคอุตสาหกรรม เพื่อลดการพึ่งพาการผลิตที่อาศัยแรงงานไร้ฝีมือที่มีค่าแรงต่ำ เน้นการผลิตบนฐานความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยการปฏิรูปการศึกษาและการวิจัย ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรัฐต้องจัดสรรงบประมาณสนับสนุน และปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

                  (๖) จัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการเพื่อพัฒนาภาคบริการให้มีความหลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มสูง รัฐจะต้องส่งเสริมการศึกษาวิจัยเพื่อฟื้นฟูและประสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมและการวิเคราะห์ในเชิงวิทยาศาสตร์เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาภาคบริการให้มีความหลากหลายและมีมูลค่าสูง

                 (๗) ส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับอัตลักษณ์และวัฒนธรรม เพื่อเพิ่มรายได้แก่ประเทศและกระจายรายได้สู่ประชาชนอย่างทั่วถึง โดยดำเนินการอย่างมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชนและชุมชน และบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งด้านแผนงานและงบประมาณ

                 (๘) ปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ ปฏิรูประบบการขนส่ง รวมทั้งเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งทุกรูปแบบและทุกระดับทั้งในประเทศและต่างประเทศ จัดให้มีสำนักงานโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์แห่งชาติเพื่อสนับสนุนการจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มคุณภาพชีวิต รวมทั้งสร้างกลไกในความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการปฏิรูปดังกล่าว

                 (๙) สร้างและพัฒนาสังคมผู้ประกอบการ โดยสนับสนุนให้เกิดวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอย่างเป็นระบบ ให้มีความเข้มแข็ง แข่งขันได้ ส่งเสริมการลงทุนและโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน และส่งเสริมการใช้นวัตกรรมในการสร้างผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์รวมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์

                 (๑๐) สนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนไทยในต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านการสร้างโอกาส การให้ข้อมูล จัดให้มีมาตรการทางภาษีและมาตรการคุ้มครองอื่น ธนาคารเพื่อการลงทุน และการอื่นที่เกี่ยวข้อง

                 (๑๑) ส่งเสริมการพัฒนาด้านเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ เขตเศรษฐกิจพิเศษ และเขตเศรษฐกิจตามแนวชายแดน

ส่วนที่ ๒

การปฏิรูปด้านการขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ


                 มาตรา ๒๓  ให้มีการปฏิรูปเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ตามแนวทางดังต่อไปนี้

                (๑) จัดให้มีกลไกกลางที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดยุทธศาสตร์ กรอบนโยบาย เป้าหมายในการขจัดความยากจน ลดระดับความเหลื่อมล้ำของประชาชนที่ชัดเจน รับผิดชอบในการประสานงานและประเมินผลการดำเนินงาน และอำนาจหน้าที่อื่น  ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

               (๒) จัดสรรงบประมาณพัฒนาพิเศษเพื่อพัฒนาพื้นที่ยากจนและกลุ่มคนผู้มีรายได้น้อยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ชุมชนเข้มแข็งและลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

              (๓) ดำเนินการให้ประชาชนและองค์กรชุมชนมีความเท่าเทียมในเชิงโอกาสมีความรู้พื้นฐานทางการเงิน เข้าถึงบริการทางการเงินขั้นพื้นฐานในรูปแบบของกองทุน
การออมชุมชน สหกรณ์ชุมชน ระบบธนาคาร ตลาดทุนและรูปแบบอื่น รวมทั้งเข้าถึงสาธารณูปโภคสำคัญด้านต่างๆ

              (๔) กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม จัดหา จัดรูป และบริหารจัดการที่ดินของรัฐและของเอกชนที่ไม่ใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพื่อเอื้อให้เกษตรกรและชุมชนสามารถเข้าถึงที่ดินเพื่อทำกิน รวมทั้งรักษาที่ดินทำกินไว้ได้ ภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยใช้มาตรการในการจัดตั้งธนาคารที่ดิน การให้สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือมาตรการอื่นที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการประสานกันอย่างเป็นระบบและนำไปสู่การใช้ประโยชน์สูงสุดจากที่ดิน

             (๕) คุ้มครองเกษตรกรให้ได้รับความเป็นธรรมจากการผูกขาดทางการเกษตรระบบเกษตรพันธสัญญา และการทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรม โดยการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และตรากฎหมายเพื่อจัดระเบียบเกษตรพันธสัญญาให้เกิดความเป็นธรรมแก่เกษตรกร

             (๖) สร้างระบบประกันความเสี่ยงแก่เกษตรกรกรณีเกิดความเสี่ยงทางการผลิตหรือการตลาด

             (๗) ส่งเสริมการพัฒนาและขยายพื้นที่การทำระบบเกษตรกรรมยั่งยืนให้มีสัดส่วนพื้นที่อย่างน้อยหนึ่งในสี่ของพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหารและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรกรรมไทย โดยให้มีกฎหมายว่าด้วยการพัฒนาและส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืน กฎหมายการห้ามนำเข้าสารเคมีเป็นพิษด้านการเกษตรที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม และให้องค์กรเกษตรกรและชุมชนมีบทบาทสำคัญในการดำเนินงาน ส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืนควบคู่และเสริมหนุนกับภาครัฐ ควบคุมการโฆษณาการใช้สารเคมีการเกษตรและส่งเสริมการใช้อย่างเหมาะสมตามหลักวิชาการ เพื่อลดการใช้สารเคมีการเกษตรที่เกินความจำเป็น ลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค

             (๘) สนับสนุนภาคเอกชนและประชาชนให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ด้วยการใช้มาตรการทางภาษีอากรและมาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสม

ส่วนที่ ๓

การปฏิรูปด้านวินัยและเสถียรภาพการเงินการคลังของประเทศ   


                 มาตรา ๒๔  ให้มีการปฏิรูปเพื่อเสริมสร้างวินัยและเสถียรภาพการเงินการคลังของประเทศในระยะยาว ตามแนวทางดังต่อไปนี้

                 (๑) ให้มีคณะกรรมการปฏิรูประบบการคลังและภาษีอากรที่เป็นอิสระภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ประกอบด้วยตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ ในสัดส่วนที่เหมาะสม มีอำนาจหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์ และเสนอแนะการปรับปรุงกฎหมายการเงิน การคลัง และภาษีอากร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ความเป็นกลางความเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งเพื่อเป็นการเพิ่มฐานภาษีประเภทต่างๆ และอำนาจหน้าที่อื่น  ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                (๒) จัดระบบภาษีเป็นสองระดับ คือ ระดับชาติและระดับท้องถิ่น และดำเนินการให้องค์กรบริหารท้องถิ่นมีรายได้จากภาษีท้องถิ่นเพียงพอสำหรับความจำเป็นในการใช้จ่ายของท้องถิ่น และมีระบบการตรวจสอบการใช้งบประมาณที่มีประสิทธิภาพ  ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                (๓) ให้มีกฎหมายกำหนดให้บุคคลต้องแสดงรายได้ของตนต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่ผู้มีรายได้ไม่เพียงพอ และเพื่อให้ผู้มีรายได้ทุกคนเข้าสู่ระบบภาษีอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ตลอดจนให้ผู้ซึ่งได้เสียภาษีมีสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย  ทั้งนี้ โดยให้มีการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศขึ้นรองรับเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนด้วย

                (๔) ปรับปรุงระบบภาษีให้เกิดประสิทธิภาพ เป็นกลาง เป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยการพิจารณายกเลิกมาตรการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีต่างๆ ให้เหลือน้อยที่สุด

                (๕) ให้มีการปฏิรูปการเงินระดับฐานราก เพื่อเป็นแหล่งการออม แหล่งทุน ตลอดจนให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนและวิสาหกิจชุมชนอย่างทั่วถึง โดยพัฒนายกระดับมาตรฐานการดำเนินงานขององค์กรการเงินในระดับฐานราก ให้มีการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม ตลอดจนสนับสนุนให้นำนวัตกรรมทางการเงินในรูปแบบใหม่มาใช้ให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย
ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

                (๖) ปรับโครงสร้างการกำกับดูแลและการส่งเสริมการสหกรณ์ โดยยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของสหกรณ์เพื่อการออมทรัพย์ให้เป็นสถาบันการเงินที่มั่นคงและมีธรรมาภิบาล และยกระดับมาตรฐานสหกรณ์ประเภทอื่นเพื่อส่งเสริมการรวมตัวและความเข้มแข็งของสมาชิกโดยยึดหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

                (๗) จัดให้มีระบบบำนาญแห่งชาติที่มีความยั่งยืน เพื่อให้ครอบคลุมประชาชนทุกภาคส่วน โดยจัดให้มีระบบการออมเพื่อการชราภาพ ทั้งโดยบังคับและโดยสมัครใจ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตในวัยชราได้อย่างเพียงพอ

                (๘) ส่งเสริมให้ตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทั้งในด้านการเข้าถึงแหล่งทุนของภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งเป็นช่องทางในการออมและลงทุนของประชาชนและระบบเศรษฐกิจ

หมวด ๔

ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


ส่วนที่ ๑

การปฏิรูปด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการผังเมือง


               มาตรา ๒๕  ให้มีการปฏิรูปด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการผังเมือง  โดยคำนึงถึงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม หลักการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน และหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามแนวทางดังต่อไปนี้

               (๑) ปฏิรูประบบและโครงสร้าง องค์กร และกฎหมายด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยรวบรวมกฎหมายหรือจัดทำประมวลกฎหมายสิ่งแวดล้อม รวบรวมกฎหมายหรือจัดทำประมวลกฎหมายทรัพยากรธรรมชาติด้านต่าง ๆ ตรากฎหมายเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรน้ำ การจัดการพื้นที่คุ้มครองทางทะเล การจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ การจัดการขยะและของเสียอันตราย และกฎหมายว่าด้วยสิทธิชุมชนและการกระจายอำนาจด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม กฎหมายว่าด้วยการผังเมืองและการใช้พื้นที่ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

                (๒) ปรับปรุงกลไกในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยการพัฒนาระบบและโครงสร้างการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ ระบบกองทุนด้านสิ่งแวดล้อม การผังเมือง การบริหารจัดการภัยพิบัติ การจัดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน ระบบการจัดเขตการใช้ประโยชน์พื้นที่ในทะเล รวมทั้งการนำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์มาใช้ในการกำหนดนโยบาย แผน และการพัฒนาพื้นที่ การจัดทำระบบบัญชีก๊าซเรือนกระจก การจัดทำระบบบัญชีรายได้ประชาชาติที่คิดรวมต้นทุนด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การจัดระบบภาษีสิ่งแวดล้อม การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตต่อผลกระทบจากผลิตภัณฑ์ และการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆที่จำเป็น

                (๓) พัฒนาองค์กรและกระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมปรับปรุงระบบการคำนวณต้นทุนความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินคดีและการเยียวยาความเสียหาย องค์กรและสถาบันเกี่ยวกับความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมรวมทั้งการบังคับคดีด้านสิ่งแวดล้อม

                (๔) ปรับปรุงกลไกและกระบวนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยเน้นหลักการกระจายอำนาจให้กับองค์กรบริหารท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ส่วนที่ ๒

การปฏิรูปด้านพลังงาน


                 มาตรา ๒๖  ให้มีการปฏิรูปด้านพลังงานเพื่อให้มีการบริหารจัดการทรัพยากรพลังงานอย่างมีธรรมาภิบาล ยั่งยืน และคำนึงถึงประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นหลักตามแนวทางดังต่อไปนี้

                (๑) บริหารจัดการพลังงานอย่างมีธรรมาภิบาลและยั่งยืน ให้ปิโตรเลียมและเชื้อเพลิงธรรมชาติอื่นเป็นทรัพยากรของชาติและมีไว้เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน และดำเนินการจัดทำหรือปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียมและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องกับพลังงานให้สอดคล้องกับหลักการข้างต้น

                (๒) ปรับปรุงการสำรวจ การผลิต และการใช้ปิโตรเลียมหรือพลังงานอื่นใดให้ยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก และคำนึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ
คุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมทั้งวิถีชีวิตและสุขภาพของประชาชนและชุมชน

                (๓) ดำเนินการให้ประชาชนได้รับรู้ เข้าถึง และเข้าใจในข้อมูลด้านพลังงาน และมีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบายและกระบวนการวางแผนพลังงาน เฝ้าระวังและติดตามการบริหารจัดการแผนพลังงานทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น รวมทั้งการติดตามและตรวจสอบการดำเนินนโยบายและแผน

                (๔) ดำเนินการปรับปรุงระบบโครงข่ายพลังงาน ได้แก่ ระบบท่อก๊าซธรรมชาติ ระบบสายส่งไฟฟ้า รวมถึงระบบควบคุมการรับส่งพลังงาน ให้เอื้อต่อการเป็นตลาดกลางซื้อขายพลังงานของภูมิภาคอาเซียนและอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง โดยมุ่งประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นหลัก

               (๕) ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการศึกษา วิเคราะห์ และประเมินความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการและดูแลสิทธิในทรัพยากรปิโตรเลียม โดยเสนอผลการศึกษา วิเคราะห์ และประเมินความเป็นได้ดังกล่าวต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป และเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ

               (๖) ปรับปรุงกลไกและกฎหมายที่จะผลักดันให้มีการสำรวจ การผลิต จำหน่าย และจัดส่งพลังงานได้อย่างเพียงพอและมีความเป็นเสรีเป็นลำดับมากขึ้น

ส่วนที่ ๓

การปฏิรูปด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม


                มาตรา ๒๗  ให้มีการปฏิรูปด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรมเพื่อส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาองค์ความรู้และระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรมให้มีความเป็นเอกภาพ ยั่งยืน และทันต่อสถานการณ์ ตามแนวทางดังต่อไปนี้

                (๑) ให้การกำหนดนโยบายบริหารประเทศและการตัดสินใจอยู่บนฐานความรู้และข้อเท็จจริงด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และจัดให้มีการบริหารจัดการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ มีการกำหนดขอบเขต ภารกิจอำนาจหน้าที่ของรัฐอย่างชัดเจน และสัมพันธ์กันแบบบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และสถาบันความรู้ โดยยึดหลักธรรมาภิบาล การมีส่วนร่วมและประโยชน์
ของประชาชน สังคม และประเทศชาติ เป็นหลัก

                (๒) จัดให้มีมาตรการในการส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ปรับปรุงระบบการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์เพื่อให้ผู้เรียนและประชาชน มีตรรกะ วิธีคิดและทักษะด้านวิทยาศาสตร์ และการวิจัย สามารถนำความรู้และทักษะดังกล่าวไปปรับใช้ในการดำรงชีวิตการประกอบอาชีพ และการพัฒนาสังคม ส่งเสริมการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และการเป็นผู้ประกอบการ รวมทั้งการส่งเสริมอาชีพและสร้างเส้นทางอาชีพนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์นักเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากรทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ มีมาตรการจูงใจให้นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีสาขาต่างๆ ทั้งที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ นำความรู้ความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีมาพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ

                (๓) ลงทุนด้านการศึกษา วิจัย และพัฒนาการสร้างนวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรวมทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นของประเทศอย่างเพียงพอ มีระบบและกลไกงบประมาณสนับสนุนการพัฒนาในระยะยาวที่ต่อเนื่องและมีมาตรการจูงใจทางภาษีและอื่น ๆ เพื่อให้เอกชนดำเนินการดังกล่าวเองหรือร่วมกับภาครัฐและสถาบันความรู้ ตลอดจนมีมาตรการช่วยเหลือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง เพื่อนำมาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและทันต่อสภาพโลกาภิวัตน์

                (๔) สร้างระบบการจัดการข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม รวมทั้งข้อมูลด้านการประดิษฐ์คิดค้นทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา และจัดให้มีกลไกการเผยแพร่ ถ่ายทอด และเข้าถึงข้อมูลความรู้ดังกล่าวอย่างทั่วถึง รวมทั้งส่งเสริมให้มีการนำผลการศึกษาวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นไปใช้ในกระบวนการผลิตและการให้บริการ

               (๕) พัฒนาและใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานด้านระบบบริหารคุณภาพของประเทศทั้งด้านมาตรฐาน การทดสอบ มาตรวิทยา และการบริหารคุณภาพ ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนวัตกรรมแห่งชาติ มีการบูรณาการระหว่างองค์กรเพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานด้านระบบบริหารคุณภาพเป็นเครื่องมือยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชน

              (๖) จัดให้มีกลไกในการคุ้มครอง แบ่งปัน การนำผลงานการประดิษฐ์คิดค้นการสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงการต่อยอดภูมิปัญญาและการคิดค้นทดลองมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรม

              (๗) ส่งเสริมและสนับสนุน รวมทั้งจัดสรรงบประมาณหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อการลงทุนให้องค์กรบริหารท้องถิ่น ชุมชน และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการโดยให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำสร้างสมรรถนะและความสามารถให้มีการขยายตัวของรายได้ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสูงกว่าการขยายตัวของรายได้ประชาชาติ

              (๘) จัดให้มีการบูรณาการข้อมูลและสารสนเทศภาครัฐอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐานถูกต้องและทันสมัย เพื่อการให้บริการและการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐในการดำเนินงานการตัดสินใจบนฐานข้อเท็จจริง การเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ การให้บริการประชาชน และความร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้การปฏิรูปด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรมตามมาตรานี้เป็นไปอย่างมีระบบและรวดเร็ว ให้มีคณะกรรมการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้เพื่อทำหน้าที่ปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม กำหนดยุทธศาสตร์นโยบายและแผน ตลอดจนจัดทำ ปรับปรุง และแก้ไขบรรดากฎหมายที่จำเป็นเพื่อขจัดปัญหาและอุปสรรคต่อการพัฒนาด้านนี้อย่างเพียงพอ และให้มีหน่วยงานประสานงานการขับเคลื่อนด้านการปฏิรูปที่มีการบริหารจัดการที่คล่องตัว ซึ่งอาจปรับย้ายหรือควบรวมจากหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว องค์ประกอบ ที่มา อำนาจหน้าที่ และการดำเนินงานของคณะกรรมการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ และหน่วยประสานงานการขับเคลื่อน ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

ลักษณะ ๓

การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการ

ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ


                   มาตรา ๒๘  ให้คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติประเมินผลการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติทุกปีและแจ้งผลการประเมินให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติทราบ พร้อมกับประกาศให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป

บทเฉพาะกาล


                มาตรา ๒๙  ให้คณะรัฐมนตรี คณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ผลักดันให้มีการดำเนินการจัดทำ ปรับปรุง หรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังต่อไปนี้ ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด

                (๑) กฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของตำรวจตามมาตรา ๙ (๙) กฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กรบริหารท้องถิ่นรูปแบบพิเศษตามมาตรา ๑๑ (๑) และกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่งชาติตามมาตรา ๑๔ วรรคสาม ทั้งนี้ ภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้

                (๒) กฎหมายว่าด้วยแผนการกระจายอำนาจและแผนพัฒนาบริการท้องถิ่นตามมาตรา ๑๑ (๓) กฎหมายที่เกี่ยวกับการกำหนดรายละเอียดเพื่อกำหนดรายได้และ
เพิ่มขีดความสามารถทางด้านการคลังขององค์กรบริหารท้องถิ่นตามมาตรา ๑๑ (๖) กฎหมายเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ขององค์กรบริหารท้องถิ่นตามมาตรา ๑๑ (๗) และกฎหมายเพื่อการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบตามมาตรา ๑๒ (๒)  ทั้งนี้ ภายในสองปีนับแต่วันประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

    …………………………………

          นายกรัฐมนตรี


 

ดาวน์โหลดเอกสาร – HTTPS://DRIVE.GOOGLE.COM/FILE/D/0B363RDEA3MONB0FCNUTTZF8TWVK/VIEW?USP=SHARING