ที่มาภาพ:http://waymagazine.org/treaty-agreement/ 

ร่าง

พระราชบัญญัติการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ

นำเสนอโดย ดร.จักรกฤษณ์ ควรพจน์และคณะนักวิจัย

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

กรกฎาคม ๒๕๕๘

 

**************************

 

บันทึกหลักการและเหตุผล

ประกอบร่างพระราชบัญญัติการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ พ.ศ. ....

                   

หลักการ

 

ให้มีกฎหมายว่าด้วยการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว เป็นธรรมและตรวจสอบได้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนภายในประเทศ

 

เหตุผล

 

          โดยที่มาตรา 193 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ....... ได้กำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ อันเนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่ประเทศไทยจะต้องมีความร่วมมือระหว่างประเทศกับนานาประเทศ ตลอดจนองค์การระหว่างประเทศ ทั้งในทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคมมากยิ่งขึ้น ในการนี้ จึงได้มีการกำหนดประเภท กรอบการเจรจา ขั้นตอน และวิธีการจัดทำหนังสือสัญญา ที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งถือเป็นกลไกอย่างหนึ่งของการตรวจสอบและถ่วงดุลกันระหว่างคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา รวมถึงกำหนดวิธีการที่ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญาประเภทต่าง ๆ  เพื่อให้เกิดความมีประสิทธิภาพ ความโป่รงใส เป็นธรรมและประชาชนสามารถตรวจสอบได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

 

ร่าง

พระราชบัญญัติ

การจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ พ.ศ.......


ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ...

เป็นปีที่ .... ในรัชกาลปัจจุบัน

               

                พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า

                โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ

                อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙3 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

 

                มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ พ.ศ. .....”

 

                มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่ ........

 

                มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้

                “หนังสือสัญญาระหว่างประเทศ” หมายถึง ความตกลงระหว่างประเทศซึ่งได้กระทำขึ้นระหว่างรัฐบาลไทยหรือส่วนราชการไทยในนามประเทศไทย หรือรัฐบาลไทยกับรัฐต่างประเทศ หรือรัฐบาลต่างประเทศ หรือส่วนราชการของต่างประเทศในนามของรัฐต่างประเทศหรือรัฐบาลต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ในระดับทวิภาคีหรือพหุภาคี หรือกับองค์การระหว่างประเทศ เป็นลายลักษณ์อักษร และ       อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะปรากฏในตราสารฉบับเดียว หรือสองฉบับ หรือตราสารที่เกี่ยวข้องกันมากกว่านั้นขึ้นไป และจะมีชื่อเรียกเฉพาะว่าอย่างไร

 

                “หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย” หมายความว่า หนังสือสัญญาที่มีข้อความ สัญลักษณ์ รูปภาพ ภาพถ่าย อันเป็นการทำให้อาณาเขตไทย หรือบริเวณที่ประเทศไทยมีอำนาจอธิปไตยเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเพิ่มขึ้น หรือลดลง หรือแปรสภาพเป็นสิ่งอื่นใด

 

                “อาณาเขตไทย” หมายความว่า อาณาเขตของดินแดนราชอาณาจักรไทย ซึ่งประกอบด้วย  ดินแดนทางบก ดินแดนทางน้ำ และดินแดนทางอากาศ

 

                “หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือ เขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ” หมายความว่า หนังสือสัญญาที่มีข้อความ สัญลักษณ์ รูปภาพ ภาพถ่าย อันเป็นการทำให้สิทธิอธิปไตย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งหมายรวมถึง เขตต่อเนื่อง เขตเศรษฐกิจจำเพาะ หรือเขตไหล่ทวีป รวมถึงอาณาเขตอื่นใดที่ประเทศไทยอาจมีสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศที่จะใช้อำนาจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งประเทศไทยอาจดำเนินกิจกรรมบางประการได้ ไม่ว่าจะเพิ่มขึ้น หรือลดลง หรือแปรสภาพเป็นสิ่งอื่นใด

 

                “หนังสือสัญญาที่จะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา” หมายความว่า หนังสือสัญญาซึ่งยังไม่มีพระราชบัญญัติรองรับเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ หนังสือสัญญาซึ่งมีบทเป็นการยกเลิกหรือแก้ไขพระราชบัญญัติที่มีอยู่เดิม หนังสือสัญญาที่มีบทจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

 

                “หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง”  หมายความว่า หนังสือสัญญาที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้

๑. มีผลผูกพันด้านทรัพย์สินทางปัญญามากไปกว่าที่ประเทศไทยผูกพันไว้ภายใต้ความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้าขององค์การการค้าโลก หรือมีขัดแย้งต่อพันธกรณีของ ประเทศไทยภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่ประเทศไทยได้เป็นภาคีภายใต้กรอบขององค์การสหประชาชาติ ในวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ

๒.มีผลผูกพันด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลขัดแย้งต่อพันธกรณีของประเทศไทยภายใต้ความตกลง ระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทยเป็นภาคีภายใต้กรอบขององค์การสหประชาชาติ ในวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ

๓.มีผลผูกพันด้านแรงงานที่ขัดแย้งต่อพันธกรณีของประเทศไทยที่มีภายใต้ความตกลงของ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ในวันที่คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ

๔.มีผลผูกพันด้านสุขภาพที่ขัดแย้งต่อพันธกรณีของประเทศไทยที่มีภายใต้ความตกลงของ องค์การอนามัยโลก ในวันที่คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ

๕.มีผลผูกพันด้านสังคมและศิลปวัฒนธรรมมากไปกว่าที่ประเทศไทยผูกพันไว้ภายใต้ความ   ตกลงองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ในวันที่คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ

๖.มีผลผูกพันที่ก่อให้เกิดพันธกรณีที่ขัดแย้งกับหลักการด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ

๗. มีลักษณะอย่างอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีประกาศกำหนดตามข้อเสนอของคณะกรรมการ

 

                “หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ” หมายความว่า หนังสือสัญญาที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้      

                (๑)  มีผลผูกพันด้านการค้าสินค้า หรือการค้าบริการมากไปกว่าที่ประเทศไทยมีพันธกรณีภายใต้ความตกลงกับองค์การการค้าโลก ในวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ

                (๒)  มีผลผูกพันด้านการลงทุนมากไปกว่าที่ประเทศไทยผูกพันไว้ภายใต้ความตกลงเรื่องมาตรการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการค้าขององค์การการค้าโลก หรือมีความแตกต่างหรือขัดแย้งกับบทบัญญัติ ที่มีอยู่ในกฎหมายว่าด้วยการลงทุนของประเทศไทย ทั้งการลงทุนระยะสั้นและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ในวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ

                (๓)  มีผลผูกพันด้านการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานกับรัฐภาคีอื่น ไม่ว่าจะเป็นในระดับทวิภาคีหรือพหุภาคีหรือกับองค์การระหว่างประเทศ ในวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ

                (๔) มีผลผูกพันทางด้านงบประมาณของประเทศที่กระทบต่อการเปลี่ยนแปลงงบประมาณของประเทศให้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หรือในลักษณะที่เป็นงบประมาณผูกพันเกินกว่าหนึ่งปีงบประมาณขึ้นไป หรือรัฐจำต้องเบิกจ่ายงบประมาณมากไปกว่าการใช้งบประมาณตามปกติก่อนการจัดทำหนังสือสัญญา

                (๕)  มีลักษณะอย่างอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีประกาศกำหนดตามข้อเสนอของคณะกรรมการ

 

                “หน่วยงานวิจัย” หมายความรวมถึง หน่วยงานที่ทำหน้าที่วิจัยและศึกษาข้อมูล ตลอดจนผลกระทบจากการทำหนังสือสัญญาในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สุขภาพอนามัย สิ่งแวดล้อม หรืออื่น ๆ ด้วยความเป็นธรรม โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเป็นอิสระจากรัฐ

 

                “หน่วยงานเจ้าของเรื่อง” หมายถึง กระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากรม รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ ที่ได้รับมอบอำนาจเต็มจากพระมหากษัตริย์ นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้เป็นผู้มีอำนาจในการกระทำการแทนรัฐและผูกพันรัฐ ในการกระทำการใด ๆ อันเกี่ยวกับหนังสือสัญญา

 

                “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการประสานงานเจรจาและจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ

 

                “รัฐมนตรีเจ้าสังกัด” หมายความว่า รัฐมนตรีเจ้าสังกัดของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง

 

                “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

      มาตรา ๔ พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่การใดที่เกี่ยวกับการจัดทำหรือดำเนินการตามหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่ได้ดำเนินการไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ แต่ให้นำบทบัญญัติในพระราชบัญญัตินี้มาใช้บังคับกับการดำเนินการที่ยังคงค้างอยู่และต้องดำเนินการต่อไป

 

      มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และมีอำนาจออกกฎกระทรวงโดยการหารือและรับฟังการเสนอแนะจากคณะกรรมการเพื่อปฏิบัติการตาม พระราชบัญญัตินี้

 

หมวด ๑

การกำหนดประเภท กรอบการเจรจาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา

      มาตรา ๖ ประเภทหนังสือสัญญาที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา มีดังต่อไปนี้

       (๑) หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย

       (๒) หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือ มีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ

       (๓) หนังสือสัญญาที่จะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา

       (๔) หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่าง กว้างขวาง

       (๕) หนังสือสัญญาที่มีผลผูกพันทางการค้า การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมี นัยสำคัญ

 

                มาตรา ๗ หนังสือสัญญาดังต่อไปนี้ ไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา  

        (๑) หนังสือสัญญาที่ทั้งสองฝ่ายทำขึ้น โดยข้อตกลงในหนังสือสัญญานั้น อยู่ภายใต้บังคับแห่ง กฎหมายภายในของรัฐใดรัฐหนึ่ง ได้แก่ สัญญาซื้อขายที่ทำแบบรัฐต่อรัฐ สัญญาจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ

        (๒) หนังสือสัญญาที่จะต้องออกเป็นพระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบหรือข้อบังคับของฝ่ายบริหาร เพื่อให้การเป็นไปตามสัญญา

        (๓) การแสดงเจตนาฝ่ายเดียวของรัฐ  ได้แก่ การตั้งข้อสงวน คำแถลงการณ์ฝ่ายเดียวของรัฐ หนังสือแจ้งความจำนง

 

หมวด ๒  

คณะกรรมการประสานงานเจรจาและจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ  

                มาตรา ๘ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการประสานงานเจรจาและจัดทำ  หนังสือสัญญาระหว่างประเทศ” ประกอบด้วย

       (๑) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานกรรมการ

       (๒) ผู้แทนกระทรวงต่าง ๆ อีกจำนวนไม่เกิน ๑๔ คน ประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงกลาโหม ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้แทนกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนกระทรวงคมนาคม ผู้แทนกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้แทนกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกระทรวงยุติธรรม ผู้แทนกระทรวงแรงงาน ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข และผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม

       (๓) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

       (๔) ผู้แทนจากภาควิชาการ มหาวิทยาลัย อีกจำนวนไม่เกิน ๓ คน โดยมาจากสาขากฎหมายระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ และ

       (๕) ผู้ทรงคุณวุฒิอีกไม่เกิน ๖ คน เป็นกรรมการ

ให้อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายเป็นกรรมการและเลขานุการ และเจ้าหน้าที่กรมสนธิสัญญาและกฎหมายเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

 

        มาตรา ๙ กรรมการตามมาตรา ๘ (๔) และ (๕) ให้คณะรัฐมนตรีคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อ ซึ่งสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจัดทำขึ้น เพื่อเป็นกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้

การสรรหากรรมการตามมาตรา ๘ (๕) ให้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคำนึงถึงองค์ประกอบจากบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เศรษฐกิจระหว่างประเทศ สิทธิมนุษยชน ทรัพย์สินทางปัญญา สิ่งแวดล้อม นโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืน และสวัสดิการสังคม

 

     มาตรา ๑๐ กรรมการตามมาตรา ๘ (๔) และ (๕) ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้

       (๑) มีสัญชาติไทย

       (๒) ไม่เป็นเจ้าของ ผู้ถือหุ้นหรือลูกจ้างในธุรกิจหรือกิจการที่อาจมีผลประโยชน์หรือมีส่วนได้เสียโดยตรงในอันที่จะได้รับประโยชน์ไมว่าทางตรงหรือทางอ้อมจากการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ

       (๓) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งศาลยังไม่มีคำสั่งให้พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย

       (๔) ไม่เป็นบุคคลไร้ความสามารถ บุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

       (๕) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

       (๖) ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง

 

                มาตรา ๑๑ กรรมการตามมาตรา ๘ (๔) และ (๕) มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่ได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้

                เมื่อครบกำหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังไม่มีการแต่งตั้งกรรมการตามมาตรา ๘ (๔) และ (๕) ขึ้นใหม่ ให้ประธานกรรมการหรือกรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อดำเนินการต่อไปจนกว่าประธานกรรมการหรือกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่

 

                มาตรา ๑๒ นอกจากการพ้นตำแหน่งตามวาระ กรรมการตามมาตรา ๘ (๔) และ (๕) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ

              (๑) ตาย

              (๒) ลาออก

              (๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๐

ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ คณะรัฐมนตรีอาจแต่งตั้งผู้อื่นเป็นกรรมการแทนได้ และให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน

 

มาตรา ๑๓ การประชุมคณะกรรมการ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

ให้ประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ในกรณีที่คะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด   เว้นแต่ในกรณีการวินิจฉัยชี้ขาดตามมาตรา ๑๔ (๒) การวินิจฉัยของที่ประชุมต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม

 

มาตรา ๑๔ ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

      (๑)  ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศ หน่วยงานเจ้าของเรื่อง รวมทั้งหน่วยงาน องค์กร หรือส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนให้การเจรจาหนังสือสัญญาระหว่างประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และมีธรรมาภิบาล

      (๒)  พิจารณาวินิจฉัยร่างหนังสือสัญญาว่า เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา ๖ หรือไม่  

      (๓) ให้ความเห็นหรือข้อเสนอแนะแก่คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานเจ้าของเรื่องเกี่ยวกับการเจรจาในส่วนของกระบวนการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ

       (๔)  พิจารณากฎหมาย ระเบียบ และประกาศเพื่อการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง

       (๕)  แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร

       (๖)  ปฏิบัติการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ

 

หมวด ๓

การดำเนินการของฝ่ายบริหารก่อนการลงนามในหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ

 

               

                มาตรา ๑๕ หน่วยงานเจ้าของเรื่องหน่วยงานใด ประสงค์ที่จะจัดทำหนังสือสัญญากับ            รัฐต่างประเทศ รัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ ให้นำร่างหนังสือสัญญาดังกล่าว เสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่า เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตามมาตรา ๖ หรือไม่

                ถ้าผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา ๖ ให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องหน่วยงานนั้นดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ต่อไป

                ถ้าผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง เป็นหนังสือสัญญาที่ไม่ต้องได้รับความเห็นขอบของรัฐสภาตามมาตรา ๗ ให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องหน่วยงานนั้นดำเนินการตามวิธีการดำเนินงานปกติทั่วไปของการจัดทำหนังสือสัญญา โดยไม่ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้

                ถ้าหน่วยงานเจ้าของเรื่องหน่วยงานใด หรือผู้มีส่วนได้เสียกับผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ไม่พอใจต่อคำวินิจฉัยดังกล่าว ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด ทั้งนี้ เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติไว้

 

                มาตรา ๑๖ หน่วยงานเจ้าของเรื่องหน่วยงานใด ประสงค์ที่จะจัดทำหนังสือสัญญาตามมาตรา ๖ ก่อนที่จะนำร่างหนังสือสัญญาเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องหน่วยงานนั้นจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมและสอบถามความคิดเห็นจากประชาชนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาในการเจรจา การลงนามแก้ไขให้สัตยาบัน หรือยกเลิกหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ  และให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องเป็นผู้ดำเนินการบริหารการจัดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยการมอบหมายของคณะรัฐมนตรี

                สำหรับหลักเกณฑ์ วิธีการ ขั้นตอนในการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนให้เป็นไป ตามที่คณะกรรมการกำหนด

 

                มาตรา ๑๗ ก่อนการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามมาตรา ๑๖ หน่วยงานเจ้าของเรื่อง จะต้องจัดให้มีการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ให้ผู้สนใจหรือผู้ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการจัดทำหนังสือสัญญาเข้าถึงข้อมูล เอกสาร รายงานการศึกษาวิจัยตามมาตรา ๒๐ รวมถึงร่างหนังสือสัญญาระหว่างประเทศไม่น้อยกว่าสามสิบวัน โดยได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการ

                 

                มาตรา ๑๘ ให้หน่วยงานเจ้าของเรื่อง จัดทำรายงานประมวลผลพร้อมทั้งเป็นผู้นำเสนอผลการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐสภา และนำรายงานการศึกษาวิจัยจากหน่วยงานวิจัยตามมาตรา ๒๐ มานำเสนอในวาระเดียวกันกับที่คณะรัฐมนตรีนำร่างหนังสือสัญญาระหว่างประเทศขอความเห็นชอบจากรัฐสภา

                ในการจัดทำรายงานประมวลผลตามวรรคหนึ่ง ให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องเสนอความเห็นของ ประชาชนที่ได้จากการจัดรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา ๑๖ เสนอต่อรัฐสภาด้วยว่า ประเทศไทยควรทำหนังสือสัญญาดังกล่าวหรือไม่ หรือเห็นควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมร่างหนังสือสัญญาระหว่างประเทศในประเด็นใดบ้าง หรือเห็นควรให้มีออกเสียงประชามติ หรือมีความเห็นเป็นอย่างอื่น เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีด้วย

 

                มาตรา ๑๙ ในกรณีที่ต้องมีการแก้ไขร่างหนังสือสัญญาภายหลังจากการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามมาตรา ๑๖ ให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องดำเนินการแก้ไขร่างหนังสือสัญญาโดยพลัน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

                ในกรณีที่ไม่ต้องแก้ไขร่างหนังสือสัญญาภายหลังจากการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามมาตรา ๑๖ ให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องส่งร่างหนังสือสัญญา เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีผ่านสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี โดยได้รับการเสนอความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ ได้ทันที

                เมื่อคณะรัฐมนตรีได้รับร่างหนังสือสัญญาที่มีการแก้ไขตามวรรคหนึ่ง หรือร่างหนังสือสัญญาที่ไม่ต้องแก้ไขตามวรรคสอง จากหน่วยงานเจ้าของเรื่องผ่านสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี โดยได้รับการเสนอความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศแล้ว ก่อนการดำเนินการเพื่อทำหนังสือสัญญา ให้คณะรัฐมนตรีนำเสนอกรอบการเจรจาที่เป็นเนื้อหาสำคัญอันที่จะนำไปสู่การจัดทำหนังสือสัญญา เพื่อขี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของรัฐสภาให้ความเห็นขอบ

                คณะกรรมาธิการการต่างประเทศของรัฐสภาจะต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว

               

                มาตรา ๒๐ ในกระบวนการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ จะต้องมีการศึกษาวิจัยข้อมูลก่อนที่จะลงนามในหนังสือสัญญา โดยให้หน่วยงานวิจัย เป็นผู้ศึกษาวิจัยผลดี ผลเสียที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งผลกระทบจากการที่ประเทศไทยจะเข้าทำหนังสือสัญญา โดยเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงกลุ่มประชาชนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการจัดทำหนังสือสัญญา ได้มีส่วนร่วมตามความเหมาะสม อย่างเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซงจากรัฐบาล และไม่มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของรัฐกับผลประโยชน์ของ     ผู้ศึกษาวิจัย ไม่ว่าในช่วงเวลาใดของการบังคับใช้หนังสือสัญญา

                หน่วยงานวิจัยจะต้องศึกษาข้อมูลดังต่อไปนี้

           (๑) ศึกษาวิจัยเหตุผลความจำเป็น วัตถุประสงค์ กรอบและประเด็นการเจรจา

           (๒) จัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบในช่วงระหว่างการเจรจาตามความเหมาะสมและตามข้อมูลสำคัญที่ได้รับจากหน่วยงานเจ้าของเรื่องและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

           (๓) จัดทำรายงานการศึกษาผลการศึกษาวิเคราะห์ร่างหนังสือสัญญาระหว่างประเทศภายหลังการเสร็จสิ้นการเจรจา และรายงานผลการศึกษาถึงความเหมาะสมและแนวโน้มประสิทธิภาพของแผนป้องกันและมาตรการเยียวยาแก้ไขผลกระทบที่หน่วยงานเจ้าของเรื่องจัดทำขึ้น เพื่อประกอบการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามมาตรา ๑๖ และการขอความเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา ๑๘

           (๔) จัดทำรายงานประเมินผลตามมาตรา 33

ทั้งนี้ การจัดทำรายงานการศึกษาวิจัยตาม (๑) (๒) (๓) และ (๔) จะต้องครอบคลุมถึงการศึกษาผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย และสิทธิเสรีภาพที่จะมีต่อประเทศชาติและประชาชน ตลอดจนผลกระทบต่อกฎหมายภายในของรัฐ และความเพียงพอของกฎหมายที่จะป้องกันผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ด้วย

รายงานวิจัยตามมาตรานี้ ให้จัดทำให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับการว่าจ้างจากหน่วยงานเจ้าของเรื่อง

 

มาตรา ๒๑ เมื่อหน่วยงานวิจัยตามมาตรา ๒๐ ได้จัดทำรายงานการศึกษาข้อมูลจนเสร็จสิ้นแล้ว ให้นำรายงานดังกล่าวส่งให้แก่หน่วยงานเจ้าของเรื่อง ประกอบการดำเนินการตามาตรา ๑๖ และ มาตรา ๑๘ ต่อไป

 

หมวด ๔

กระบวนการของฝ่ายบริหารก่อนการแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันในหนังสือสัญญา

               มาตรา ๒๒ หนังสือสัญญาตามมาตรา ๖ ใดมีผลใช้บังคับเมื่อมีการลงนามโดยไม่ต้องแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันในภายหลัง คณะรัฐมนตรีต้องเสนอหนังสือสัญญานั้นต่อรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบก่อนการลงนาม

                หนังสือสัญญาตามมาตรา ๖ ใดที่มีผลใช้บังคับเมื่อมีการแสดงเจตนาให้มีผลผูกพัน ก่อนการแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันดังกล่าว ให้คณะรัฐมนตรีเสนอหนังสือสัญญานั้นต่อรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ

                ให้คณะกรรมการเป็นผู้วินิจฉัยกรณีตามวรรคหนึ่ง และวรรคสอง

 

                มาตรา ๒๓ ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา ๒๔ และ มาตรา ๒๕ เมื่อร่างหนังสือสัญญาระหว่างประเทศได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ให้รัฐบาลนำร่างหนังสือสัญญาระหว่างประเทศดังกล่าวเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ก่อนการลงนาม หรือก่อนการแสดงเจตนาเพื่อให้มีผลผูกพันประเทศไทยต่อไป

                รัฐสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องตามวรรคหนึ่ง

 

                มาตรา ๒๔ หนังสือสัญญาตามมาตรา ๖ ที่มีการลงนามแล้ว แต่มิได้มีการแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันประเทศไทย ก่อนที่จะแสดงเจตนาให้มีผลผูกพันในหนังสือสัญญา หรือก่อนการลงนาม เพื่อให้มีผลผูกพันในหนังสือสัญญา ให้หน่วยงานเจ้าของเรื่อง โดยการมอบหมายของคณะรัฐมนตรี จัดส่งหนังสือสัญญา หรือเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับหนังสือสัญญา ให้แก่กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้เก็บรักษาและเผยแพร่รายละเอียดของหนังสือสัญญา ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ลงนามในหนังสือสัญญา หรือดำเนินการเพื่อจัดทำหนังสือสัญญา แล้วแต่กรณี

 

                มาตรา ๒๕ ให้กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ เป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำฐานข้อมูลที่แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับหนังสือสัญญาตามมาตรา ๖ รวมทั้งเอกสารต่าง ๆ เผยแพร่แก่ประขาชน

                ฐานข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือสัญญาตามวรรคหนึ่ง จะต้องประกอบด้วยรายละเอียด ดังต่อไปนี้

           (๑) ชื่อหนังสือสัญญา

           (๒) ชื่อหน่วยงานเจ้าของเรื่อง

           (๓) หลักการและเหตุผล

           (๔) รายละเอียดของหนังสือสัญญา

           (๕) กระบวนการ ขั้นตอนในการจัดทำหนังสือสัญญา

           (๖) ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทำหนังสือสัญญา

           (๗) รายละเอียดอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องเผยแพร่

 

                มาตรา ๒๖ หนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่มีการลงนามแล้ว หรือมีการให้สัตยาบันเพื่อให้หนังสือสัญญามีผลผูกพันประเทศไทยแล้ว จะต้องมีฉบับภาษาไทยที่ใช้ลงนามหรือให้สัตยาบัน แล้วแต่กรณี อย่างเป็นทางการ ควบคู่กับฉบับภาษาอังกฤษ หรือฉบับภาษาของคู่ภาคี หรือภาษาที่ยอมรับของทุกฝ่าย

 

หมวด ๕

การแก้ไขเยียวยาหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการจัดทำ

หนังสือสัญญาระหว่างประเทศ

 

                มาตรา ๒๗ ในกรณีที่การจัดทำหนังสือสัญญาตามพระราชบัญญัตินี้ อาจจะหรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิต สภาพความเป็นอยู่ การดำเนินธุรกิจหรือการประกอบอาชีพในทางปกติของประชาชน หรือเป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิใด ๆ ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ให้หน่วยงานวิจัยเป็นผู้ศึกษารายงานการวิจัยข้อมูลและผลกระทบจากการทำหนังสือสัญญาดังกล่าว พร้อมกับเสนอแนวทางแก้ไข หรือเยียวยาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นจากการดำเนินการตามหนังสือสัญญา โดยการสนับสนุนของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง  เพื่อเสนอต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัด

                ให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องนำรายงานตามวรรคหนึ่ง เสนอต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเพื่อพิจารณา ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่หน่วยงานวิจัยเริ่มจัดทำรายงานดังกล่าว

                รายงานตามวรรคหนึ่ง ประกอบด้วย

              (๑) หลักการและเหตุผลของการจัดทำหนังสือสัญญา

              (๒) ความจำเป็น กรอบและประเด็นการเจรจา

              (๓) ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สุขภาพอนามัย และสิ่งแวดล้อม ที่มีต่อประเทศและประชาชน

              (๔) ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขเยียวยาผลกระทบตาม (๓) โดยต้องเป็นข้อเสนอที่ผ่านการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามมาตรา ๑๖ แล้ว

รายงานตามวรรคหนึ่ง ให้มีการเผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยหน่วยงานวิจัย

 

                มาตรา ๒๘ เมื่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัดได้รับรายงานตามมาตรา ๒๗ แล้ว ให้นำรายงานดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมรัฐมนตรี เพื่อให้ที่ประชุมมีมติเกี่ยวกับการดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผลกระทบจากการจัดทำหนังสือสัญญา

 

                มาตรา ๒๙ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

              (๑) มีมติว่า ผลกระทบตามมาตรา ๒๗ เห็นควรให้มีการจ่ายเงินเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก การจัดทำหนังสือสัญญา ให้สำนักงบประมาณ โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เป็นผู้จ่ายเงินเยียวยาแก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ โดยผ่านหน่วยงานเจ้าของเรื่อง

              (๒) มีมติว่า ผลกระทบตามมาตรา ๒๗ เห็นควรให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อบรรเทา ผลกระทบที่เกิดขึ้น ให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องรีบดำเนินการตามมตินั้นโดยพลัน

              (๓) มีมติว่า ผลกระทบตามมาตรา ๒๗ เห็นควรให้งดเว้นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อ บรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น ให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องงดเว้นดำเนินการตามมตินั้นโดยพลัน

                ให้หน่วยงานเจ้าของเรื่องต้องรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามวรรคหนึ่งต่อคณะรัฐมนตรีทุก ๆ หกเดือน

 

หมวด ๖

การติดตามและตรวจสอบการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ

 

           มาตรา ๓๐ หนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา ๒๓ และมีผลผูกพันประเทศไทยโดยชอบด้วยกฎหมายจะต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาและพิมพ์เผยแพร่โดยหน่วยงานเจ้าของเรื่อง เพื่อให้ประชาชนทราบโดยถ้วนหน้า

                มาตรา ๓๑ เมื่อหนังสือสัญญาระหว่างประเทศใดมีผลผูกพันโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ให้รัฐบาลโดยหน่วยงานผู้รับผิดชอบการเจรจาหนังสือสัญญาดังกล่าว จัดส่งเอกสารทางการที่ออกโดยหน่วยงานเจ้าของเรื่องได้รับจากคู่เจรจาทั้งหมดซึ่งเกี่ยวข้องกับหนังสือสัญญา ไปจัดเก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ เพื่อให้ผู้สนใจสามารถสืบค้นได้

                มาตรา ๓๒ เมื่อหนังสือสัญญามีผลใช้บังคับแล้ว ให้กระทรวงการต่างประเทศพิจารณาดำเนินการจดทะเบียนหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่สำนักเลขาธิการสหประชาชาติ

                มาตรา ๓๓ ให้หน่วยงานวิจัยจัดทำรายงานการประเมินผลภายหลังจากที่หนังสือสัญญาระหว่างประเทศมีผลใช้บังคับ เพื่อประเมินผลการแก้ไขเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการจัดทำหนังสือสัญญา

                หากเป็นกรณีที่หนังสือสัญญามีผลใช้บังคับไม่เกินสิบปี ให้หน่วยงานวิจัยจัดทำรายงานดังกล่าวทุก ๆ ปี โดยให้เสนอรายงานต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา พร้อมทั้งเผยแพร่ต่อสาธารณะ

                หากหนังสือสัญญามีผลใช้บังคับเกินสิบปีขึ้นไป ให้หน่วยงานวิจัยจัดทำรายงานดังกล่าวทุก ๆ ปี ในช่วงระยะเวลาห้าปีแรก นับแต่สนธิสัญญามีผลผูกพัน และหลังจากนั้น ให้จัดทำรายงานประเมินผลอย่างน้อยทุก ๆ ห้าปี จนกว่าหนังสือสัญญาดังกล่าวจะสิ้นผลใช้บังคับ โดยให้เสนอรายงานต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา พร้อมทั้งเผยแพร่ต่อสาธารณะ

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

 

นายกรัฐมนตรี

 

สามารถดูคำอธิบายประกอบร่างพ.ร.บ.การจัดทำหนังสือสัญญา พ.ศ.........

https://drive.google.com/file/d/0B5VPIyyUkgGZOFdPQTJfLTlwd0E/view?usp=sharing