ควรจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมหรือไม่

ภาพ: Siam Intelligence

จากข้อเสนอคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาปฏิรูปแห่งชาติ ในเรื่องการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมเพื่อเป็นศาลชำนัญพิเศษและเฉพาะประเด็น เพื่อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา

เมื่อพิจารณาถึงกระบวนการพิจารณาคดีด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบัน จะแบ่งแยกการฟ้องร้องได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ 

  1. การดำเนินคดีแพ่ง เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายในชีวิต สุขภาพอนามัยหรือทรัพย์สินที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของจำเลย การฟ้องคดีละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ยกตัวอย่างคดีที่สำคัญ ได้แก่ คดีฟ้องร้องค่าเสียหายโลกร้อน โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ยื่นฟ้องจำเลยบุกรุกเข้าไปในเขตอนุรักษ์ป่าภูผาแดงและได้ก่อสร้างแผ้วถางตัดฟันโค่นต้นไม้ 38 ตอ ในเนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน ซึ่งศาลได้พิจารณาว่าการตัดต้นไม้ส่งผลความเสียหายดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีให้จำเลยต้องรับผิด
  2. การดำเนินคดีอาญา โดยจำเลยต้องมีโทษทางอาญา เช่น จำคุก กักขัง หรือปรับ ความผิดตามพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต่างๆที่มีบทกำหนดโทษทางอาญา ยกตัวอย่างคดีที่สำคัญ ได้แก่ คดีสิทธิชุมชนในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ เหมืองใต้ดินโปแตซ จ.อุดรธานี ซึ่งพนักงานอัยการจังหวัดฟ้องจำเลยทั้ง 5 ในความผิดฐานบุกรุก มีบริษัท เอเชีย แปซิฟิค โปแตซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้เสียหาย โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยเข้าไปในที่ดินอสังหาริมทรัพย์ในความครอบครองของผู้เสียหาย แล้วทุบทำลายหมุดปักเขตอันเป็นการเตรียมการรังวัดพื้นที่เขตคำขอประทานบัตรในการดำเนินการตามโครงการเหมืองแร่โปแตซ ศาลจังหวัดเห็นว่าโครงการดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นกรณีการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมการไม่จัดรับฟังความเห็น หรือการที่ผู้เสียหายทำการปักหมุดโดยไม่ปรากฎว่าได้รับมอบหมายจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ทำให้เห็นว่าผู้เสียหายฝ่าฝืนต่อพรบ.แร่และรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 จึงพิจารณายกฟ้อง จำเลยไม่มีความผิดฐานบุกรุก
  3. การดำเนินคดีปกครอง ส่วนใหญ่เป็นการฟ้องหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีการกระทำทางปกครองไปกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของประชาชน ประชาชนสามารถฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหยุดการกระทำการปกครองหรือเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง ยกตัวอย่างคดีที่สำคัญ ได้แก่ คดีเหมืองแร่ลิกไนต์แม่เมาะไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดในรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม คดีโรงไฟฟ้าแม่เมาะปล่อยฝุ่นละอองและก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซต์ คดีผลกระทบทางรังสีโคบอลท์ – 60 คดีประกาศเขตควบคุมมลพิษในเขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด

กรณีพิพาทบางเรื่องซึ่งเป็นเหตุการณ์เดียวกัน อาจมีส่วนทับซ้อนกันระหว่างคดีแพ่งและคดีปกครอง หรือระหว่างคดีอาญากับคดีปกครอง อาจก่อให้เกิดการขัดแย้งเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลยุติธรรมและศาลปกครองได้ จึงมีคณะกรรมการวินิจฉัยทำหน้าที่ในการวินิจฉัยชี้ขาดกรณีที่มีการขัดแย้งกันระหว่างศาลเกี่ยวกับเขตอำนาจศาล เพื่อชี้ขาดว่าคดีใดควรอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลใดระหว่างศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหารหรือศาลอื่น การดำเนินการทางกฎหมายยังมีความทับซ้อนกัน ไม่เป็นเอกภาพ เนื่องจากระบบศาลคู่ ซึ่งที่ผ่านมามีปัญหาเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลมากเกี่ยวกับเรื่องคดีที่ดินและป่าไม้ว่าจะขึ้นศาลใด ทำให้คดีเกิดความล่าช้าในการตีความเรื่องนี้ แต่ปัญหาที่สำคัญไปกว่านั้นเป็นเรื่องคดีสิ่งแวดล้อมทั้งระบบไม่ถูกแก้ไขอย่างเป็นองค์รวม ยังไม่มีมาตรฐานและประสิทธิภาพอย่างแท้จริง เพราะเมื่อต้องแยกระบบศาลและวิธีพิจารณาคดีในการจัดการเรื่องเดียวกันออกจากกัน ทำให้เกิดความลักลั่น ซับซ้อนและเป็นภาระแก่ประชาชน

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------    

ควรจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมหรือไม่

ควร     เพื่อจะได้มีรูปแบบชำนัญพิเศษ มีโครงสร้างและระบบพิจารณาคดีในลักษณ์ One stop service

ไม่ควร เพราะการตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลยุติธรรมและศาลปกครองเพียงพอแล้ว

            เพราะไม่สามารถแก้ปัญหาผู้ชำนาญการได้ ต้องแก้ปัญหาโครงสร้างและระบบการหมุนเวียนตำแหน่ง

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ร่วมโหวตได้ด้านล่าง

 



ควรจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมหรือไม่



ร่วมแสดงความคิดเห็น

0 ความคิดเห็น